ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552
ผมได้เห็นสำเนาหนังสือกระทรวงการต่างประเทศลับมาก ด่วนที่สุด ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งถึง นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เรื่อง แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552
หลังจากสื่อมวลชนเผยแพร่รายละเอียดของหนังสือ ดังกล่าว ทั้งนายกรัฐมนตรี นายกษิต โฆษกรัฐบาลนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ต่างดาหน้าออกมาด่าทอนายจตุพรว่าทำจารกรรม เป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก พร้อมขู่จะดำเนินคดี ในขณะที่นายจตุพรก็ท้าทายให้แจ้งความดำเนินคดีมาเลย ยืนยันไม่ได้ทำอะไรที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แถมจะเปิดเผยเอกสารแนบท้ายอีกชุดหนึ่งในวันที่ 23 ธันวาคม
ผมอ่านแล้ว มีความเห็นว่า ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะเป็นหน่วยต้นเรื่องที่ระบุไว้ตอนท้ายหนังสือก่อนจะส่งให้นายกษิตลงนาม ไม่ควรประทับตรา “ลับมาก” ว่าไปแล้วไม่ควรจะทำหนังสือราชการในลักษณะนี้ออกมาด้วยซ้ำ เพราะเนื้อหาในหนังสือราชการฉบับนี้เป็นปัญหาขัดแย้งทางการเมืองล้วนๆ เมื่อไปกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ก็สุ่มเสี่ยงต่อการนำประเทศชาติไปสู่ความเสียหายที่อาจถึงขั้นตัดสัมพันธ์ทางการทูตหรือทำสงครามด้วยกำลังทหาร ซึ่งไม่ใช่วิสัยของหน่วยราชการแค่ระดับกองจะลงไปทำเรื่องใหญ่ๆ และสำคัญเช่นนี้ ควรจะปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เขาว่ากันไป เพราะดีไม่ดีอาจนำความเดือดร้อนมาสู่กองเอเชียตะวันออก 2 เหมือนกับที่นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย ประสบมาแล้วในกรณีเป็นต้นเหตุให้นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ถูกติดคุกติดตะรางในกัมพูชาถึง 32 วัน
ขอยกเนื้อหาบางส่วนมาแสดงพอสังเขป ดังนี้ ก่อนที่ผมจะแสดงความเห็น
ในส่วนของข้อ 1 ว่าด้วยการวิเคราะห์ท่าทีของฝ่ายกัมพูชา ข้อ 1.1 ระบุว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ภัยหลัก” มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาล โดยใช้ยุทธศาสตร์มุ่งให้เกิดสถานการณ์ที่เสื่อมทรามลง (deterioration) โดยอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ 2 ด้าน คือ ความร่วมมือจากกัมพูชาและการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่มุ่งหวังจะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย จนประเทศไทยตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจรัฐและโค่นล้มรัฐบาล…”
ตามมาด้วยข้อ 2 แนวทางการดำเนินการ โดยเฉพาะใน ข้อ 2.3 “สร้างความเป็นเอกภาพในประเทศไทยรวมถึงรัฐบาลไทยเอง เพื่อมุ่งเป้าให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประจักษ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีโอกาสได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง..” และข้อ 3 จุดหมายปลายทาง ระบุว่า “..เนื่องจากต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดภัยคุกคามหลัก และ (2) แยกหรือทอนความร่วมมือระหว่าง
พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรี…”
ทั้งหมดในหนังสือนี้ เป็นเรื่องการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงที่ขัดแย้งและต่อสู้เพื่อการหักโค่นอำนาจกันอยู่ซึ่งดำเนินมาด้วย 3-4 ปี เต็ม และมีแนวโน้มจะนำไปสู่การจลาจลนองเลือดถึงขั้นเกิด “สงครามกลางเมือง” รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะอยู่รอดหรือจะล้มคว่ำไปก็ไม่ควรที่หน่วยงานระดับกองและกรมเอเชียตะวันออกจะกระโดดลงไปร่วมวงไพบูลย์กับปัญหาทางการเมืองด้วยการเลือกอยู่ข้างนายกษิตและพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 และอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกแน่ใจได้อย่างไรว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาลและนายกษิตได้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีก ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล ข้าราชการประจำทั้ง 2 คนนี้จะวางตัวอย่างไร หรือว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ “นาย” พอใจเหมือนกับที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้
แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับข้อเสนอแนะที่เกินอำนาจหน้าที่ของราชการประจำในกระทรวงการต่างประเทศจะพึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการ “เวลา” ให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยเร่งการพิจารณาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังคั่งค้างอยู่ (ข้อ 2.4) หรือการเสนอให้ใช้การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและบอกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณดำเนินกิจกรรมเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชา (ข้อ 3.3) ควรปล่อยให้เป็นเรื่องที่นายกษิตจะทำจดหมายส่วนตัวส่งถึงนายอภิสิทธิ์หรือแอบไปนั่งวิเคราะห์ปรึกษาหารือกันอย่างลับๆ กัน 2 คนว่า จะใช้มาตรการตอบโต้ทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างไร
กรณีที่ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศขู่จะดำเนินคดีกับนายจตุพรโดยใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 123 และ 124 ในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรมาเล่นงาน ฐานนำข้อความ เอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศไปเปิดเผยนั้นก็ขอให้ระมัดระวังและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน รอบคอบ ว่าผลได้กับผลเสีย อะไรจะมากกว่ากัน
นอกเหนือไปจากข้อโต้แย้งยังว่าเนื้อหาในหนังสือราชการไม่ได้ “ลับมาก” ซึ่งต้องตอบกันนาน แถมยังเป็นการกระทำที่เกินเลยไปจากอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำที่เสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดกับกระทรวงการต่างประเทศ ยังอาจเกิดความเดือดร้อนกับข้าราชการที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องการเมือง เช่นแกนนำคนเสื้อแดงนำไปปราศรัยโจมตีบนเวทีชุมนุม พรรคฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ฯลฯ ขณะเดียวหากใช้ประมวลกฎหมายอาญาทั้ง 2 มาตราก็ยากที่จะละเว้นการตั้งข้อหากับสื่อมวลชนที่นำข้อความและเอกสารมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย
แน่นอนว่า สื่อมวลชนต้องต่อสู้ทางคดีหากตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ด้วยวิชาชีพที่มีหน้าที่ในการเสนอข่าวสาร ข้อเท็จจริงเพื่อการรับรู้ของประชาชนและเพื่อปกป้องประเทศชาติมิให้ถลำไปสู่ความหายนะจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลสื่อมวลชนก็ต้องต่อสู้ตามวิถีทางต่อไปอย่างไม่ย่อท้อเหมือนกับที่เคยกระทำมาในอดีต
ก่อนที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปมากกว่านี้ และก่อนจะทำหนังสือราชการแล้วประทับตรา ลับ ลับมาก ลับที่สุด พร้อมข้อเสนอแนะอะไรต่ออะไรโดยมุ่งปกป้องช่วยเหลือให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์อยู่รอดซึ่งเป็นคนละส่วนกับความปลอดภัยประเทศชาติซึ่งมีคนไทย 60 กว่าล้านคน เป็นเจ้าของ ควรจะนั่งวิเคราะห์ว่าจริงหรือเปล่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องกำจัดถ้าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงมองว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอภิสิทธิ์ นายกษิต เป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องกำจัดเช่นกัน ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะทำอย่างไร ต้องเลือกข้างด้วยหรือไม่
อีกประการหนึ่ง ในนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ข้อ 7 ระบุว่า พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติและทุกระดับและส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน สิ่งที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศกำลังปฏิบัติอยู่สวนทางกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่และเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยจริงหรือ (ขอย้ำว่าความอยู่รอดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับความมั่นคงของประเทศชาติเป็นคนละเรื่องกัน อย่านำมาผสมปนเปกันเป็นอันขาด)
………………..
Radio