TDRI เอ็กซเรย์1ปี
TDRI เอ็กซเรย์1ปี “รัฐบาลอภิสิทธิ์” “สอบตก”ให้โอกาส”สอบซ่อม”
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552
* หมายเหตุ : ในช่วงที่ผ่านมา โพลหลายสำนักเผยแพร่ผลสำรวจผลงานรัฐบาลในช่วง 1 ปี ออกมาอย่างหลากหลาย บางแห่งก็มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว จนกระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดแถลงผลงานรัฐบาลต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ล่าสุด “มติชน” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นิพนธ์ พัวพงศกร” ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)
เพื่อประเมินผลงานรัฐบาล และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะต่อไป
- มองภาพการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอย่างไรบ้าง
หลายนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควรหรือได้ผลน้อยมาก แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก พบปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า งบฯบางก้อนเบิกมาแล้วใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เช่น เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท รวมถึงมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ ทั้งในส่วนค่าน้ำค่าไฟ คนที่เดือดร้อนจริงกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ รูปแบบโครงการเหล่านี้ โดยหลักการดีแต่พอนำมาปฏิบัติจริงไม่ค่อยดี แต่จะไปโทษรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะเข้าใจว่าคงไม่มีข้อมูลที่แท้จริงเพียงพอ
ตัวอย่าง นโยบายเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ในต่างประเทศแนวทางนี้อาจจะทำได้ดี แต่พอมาทำในเมืองไทย เรากลับเอาเงินไปแจกคนที่มีงานทำ ไม่ให้คนจนที่มีความเดือดร้อนที่จะนำเงินไปใช้ต่อทันที ไม่เอาไปเก็บไว้ หรือกรณีช่วยค่าครองชีพในมาตรการน้ำ-ไฟฟรี ผมคิดว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะคนที่ได้รับการช่วยเหลือก็ไม่ตรงจุดเชื่อไหมว่าบางคนได้รับความช่วยเหลือเรื่องนี้ ยังไม่รู้ตัวเลยว่าได้ ขณะที่ผู้พักอาศัยที่อยู่ตามหอพัก ยังถูกเรียกเก็บค่าน้ำค่ำไฟแพงอยู่เหมือนเดิม
- จะแนะนำการทำงานของรัฐบาลอย่างไร
คงไปพูดอะไรไม่ได้มาก นอกจากจะบอกว่าต้องนำสิ่งที่ทำไปแล้วไม่เกิดผลมาเป็นบทเรียนเช่น แผนกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบโดยเร็ว มีการจัดทำงบฯเพิ่มเติมกลางปี ใช้เงิน 1.67 แสนล้านบาท เอาไปทำโครงการจำนวนมาก แต่เนื้องานที่จะออกมาต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และมีรายละเอียดมาก เช่น โครงการฝึกอบรมต้นกล้าอาชีพ ที่ผู้สมัครจะต้องผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ รอการประกาศผลอีก มันช้ามาก พูดได้ว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หมดแล้ว
วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะได้ผลเร็ว ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงการที่จะใช้ด้วย ซึ่งโครงการที่เหมาะสมที่สุดทำได้ทันทีในช่วงนั้น ได้แก่ งบฯซ่อมถนน และโรงเรียน ลุยไปก่อนได้เลย ทำใปแล้วจะเกิดผลทันที หรือเมื่อช่วงต้นปี 2552 เราบอกว่ากังวลเรื่องการว่างงาน โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาจบใหม่จะไม่มีงานทำเคยมีข้อเสนอของนักวิชาการว่า รัฐบาลน่าจะเอาเงินไปจ้างบัณฑิตจบใหม่มาพิมพ์งานวิชาการ หรือหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ขึ้นเว็บไซต์ราชการ ซึ่งมีข้อดีอยู่ที่เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องการว่างงานส่วนนี้ แถมยังจะได้อี-ไลเบอรี่(ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์) ด้วย แต่เข้าใจว่ารัฐบาลคงมองไม่เห็นทางแก้ไขปัญหาแบบนี้
นอกจากนี้ ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ก็หนีไม่พ้นการทำงานของหน่วยงานราชการมีความล่าช้ามาก เพราะแทนที่จะทำงานสนองนโยบายแก้ไขปัญหาประเทศ กลับมุ่งทำงานสนองนักการเมือง แถมขั้นตอนการดำเนินงานโครงการหลายตัวยังมีปัญหาไม่ชอบมาพากลอีก เช่น โครงการชุมชนพอเพียง หรือโครงการจัดซื้อเครื่องมือของกระทรวงสาธารณสุข งานมันก็ไม่เดินหน้าเท่าที่ควร
- รัฐบาลดูเหมือนจะหวังกับแผนไทยเข้มแข็งจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
จะช่วยได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับการมองผลตอบแทนจากโครงการที่จะลงทุนไป ว่าจะได้อะไรตอบกลับมา ไม่อยากให้มองเพียงแค่เรื่องว่ จะช่วยสร้างงานได้เป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ เพียงอย่างเดียว ต้องมองถึงผลประโยชน์ด้านอื่นด้วยโครงการอะไรที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำ และมีการรั่วไหลมาก อย่าไปทำ เข้าใจว่านายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะเข้ามาดูงานเศรษฐกิจ น่าจะกำลังมองเรื่องนี้อยู่
- มองปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าหน้าอย่างไร
เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจยังมีปัญหาเรื่องความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะในต่างประเทศ เพราะเวลานี้ที่พยายามพูดกันว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว มันอาจจะยังไม่ถูกต้องนัก เพราะสภาพที่แท้จริงมันเป็นลักษณะการฟื้นแบบฟื้นช้าๆ และโตช้าๆ เพราะสหรัฐยังมีปัญหาหนี้สินค่อนข้างเยอะ ทั้งสถาบันการเงิน ตัวเลขการว่างงานก็ยังสูงอยู่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องตระหนักให้ดี รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนนำหน้าเอกชนอยู่ อัตราตอบแทนต้องเกิดผลสูงสุด เพื่อที่จะให้ชี้นำให้เอกชนลงทุนตามได้ถูกต้องกับแนวทางที่รัฐบาลตั้งไว้
ปัจจัยด้านการเมืองยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของการบริหารประเทศในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมคลี่คลาย อย่าปล่อยให้ยืดเยื้อ แต่ขณะนี้ผมยังมองไม่เห็นว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางไหน
- คิดว่าประชาชนยังเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลหรือไม่
คำตอบทั้งหมดอยู่ที่การทำงานของรัฐบาลเองว่าจะออกมาอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดคิดว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องยกเครื่องการดำเนินงานใหม่ โดยเฉพาะการมองปัญหาให้เข้าใจ และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและโครงการที่ออกมาจะเน้นเรื่องการหาเสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับด้วย
ที่สำคัญรัฐบาลต้องรับฟังข้อมูลให้รอบด้านโดยเฉพาะข้อมูลจากภาคประชาชน เพราะเท่าที่เห็นทุกวันนี้ ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลจะคุยอยู่กับแค่สภาพอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทยเท่านั้น การเดินทางลงพื้นที่ของนายกฯ เพื่อไปรับฟังปัญหาจากประชาชนจริงๆ จึงมีไม่ค่อยมาก และทำกันเป็นแค่พิธีเท่านั้น
- ถ้าจะให้คะแนนรัฐบาลชุดนี้ จะให้อย่างไร
ผมคงไปให้คะแนนอะไรไม่ได้ แต่บอกได้แค่ว่าถ้าบ้านเมืองเราขณะนี้ไม่มีปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น ผมคิดว่าการทำงานของรัฐบาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมถือว่าสอบตก แต่ก็ยังไม่สายที่จะปรับตัวหรือสอบซ่อม โดยเฉพาะการบริหารงานที่จะต้องยกเครื่องกันใหม่
“เท่าที่ติดตามการทำงานที่ผ่านมา ทั้งหมดคิดว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องยกเครื่องการดำเนินงานใหม่”
…………………………..
Radio