นักวิชาการประเมิน 1 ปีรัฐบาล
นักวิชาการประเมิน “1ปีมาร์ค” สอบตก “การเมือง-เศรษฐกิจ”
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552
น้ำเสียงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในงานแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ดูจะแสดงความพออกพอใจกับการแก้ปัญหาในทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมทั้งอ้างดัชนีความสุขของคนไทยที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะยอมรับว่ายังไม่พอใจเรื่องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ตามแต่ก็สำทับด้วยการยืนยันว่า “ได้แสดงออกถึงมาตรฐานความรับผิดชอบและการเอาจริงในปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน”
อย่างไรก็ดี มีคำถามหลักมากมาย ซึ่งหากจับในเชิงโครงสร้างการเมือง-เศรษฐกิจ โดยด้านการเมืองและความมั่นคง แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเดินหน้าทำให้ระบบการเมืองทำงานได้ ผ่านกฎหมายและสัญญาระหว่างประเทศหลายสับฉบับ และมาตอบกระทู้เป็นประจำ และเชิญชวนทุกฝ่ายมาสมานฉันท์
อย่างไรก็ดี นั่นก็เป็นการทำหน้าที่ในแง่งานประจำที่เป็น “ท่าบังคับ” ของการเมืองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา แต่ปัญหาในเชิงโครงสร้างการเมืองและประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่แท้จริงและสืบเนื่องมายาวนาน ซึ่งดอกผลคือทำให้เกิดความขัดแย้งปะทุเรื้อรัง รัฐบาลได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือจะเงี่ยหูฟังเสียงที่เห็นแตกต่าง พร้อมทั้งยอมรับความจริงและเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจังหรือไม่
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ แห่งคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยตั้งคำถามไว้เมื่อรัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือน ถึงย่างก้าวของประชาธิปไตยจะก้าวเดินอย่างไร เพราะขณะนี้สังคมไทยยังมีประชาธิปไตยอยู่ 2 แบบ ระหว่างประชาธิปไตยของชนชั้นนำ ที่ยังมีพลังมากกว่าและประชาธิปไตยของประชาชน ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่พร้อม
สิ่งที่ปรากฎมาตลอดสำหรับรัฐบาลรวมถึงทีมโฆษกรอบๆ ตัวนายกฯ ในการแก้ปัญหาการเมืองแลการทำให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย คือมักจะพบแต่ภาพการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำรุนแรง ด้วยมุมมองที่มองคนอื่นต่ำกว่า เช่น ไม่รักชาติ ทรยศชาติ ฯลฯ
การริเริ่มการสร้างความสมานฉันท์ โดยยกการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนำประชามติมาเป็นเครื่องมือ ที่นายกฯ แถลงผลงานเป็นจุดขาย เอาเข้าจริงแล้ว ทุกคนก็พอจะรู้ว่าฝ่ายใดต้องการแก้อะไร แค่ไหน เพื่อให้ได้ความได้เปรียบที่สุดในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าจะเกิดในเวลาอันใกล้
ผลคือ รัฐธรรมนูญจึงถูกลดทอนให้เป็นประเด็นเชิงเทคนิคเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งซึ่งให้หลักประกันเรื่องความเสมอภาค ความยุติธรรมในสังคม ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน
เรื่องนี้จึงชี้ชัดว่า เป็นสิ่งที่นายกฯ ตีประเด็นไม่แตก หรืออาจจะแตก แต่ก็ติดที่ปัจจัยเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล จนไม่สามารถก้าวข้ามการแก้ไขปัญหาการเมืองแบบผิวเผินไปสู่การแก้ปัญหาการเมืองที่แท้จริงซึ่งหยั่งรากลึก
ส่วนมิติการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา ที่เกี่ยวโยงกับการจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดูจะเป็นข้ออ่อนในการจัดการของรัฐบาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัดที่ใช้การเมืองภายในนำการทูต โดยให้คุณค่าชาตินิยมไทยอย่างมาก จนมีคำถามว่า เป็นการให้คุณค่าชาตินิยมใหญ่โตเกินคุณค่าที่แท้จริงในสายตาเวทีระหว่างประเทศหรือไม่ และประเทศอื่นจำเป็นต้องยอมตามสิ่งที่ทางการไทยต้องการทุกอย่างด้วยหรือ
กระทั่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. อดีต รมช.ต่างประเทศ และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองแท้ๆ ยังต้องออกมาแสดงจุดยืนตำหนิรัฐบาลในวงสัมมนาวิชาการหลายครั้ง
ขณะที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ในมิติที่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่นายอภิสิทธิ์ยังหนักใจ ซึ่งอันที่จริงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หนักไปทางโฆษณาชวนเชื่อมากกว่านโยบายจริง เพราะวางฐานไปที่โครงการ โดยที่โครงการต่างๆ ไม่ได้วางอยู่บนงานวิจัย แม้บางเรื่องจนอยู่บนพื้นฐานพลังทางสังคมที่พยายามผลักดันประเด็นมาก่อน เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ การศึกษา
ผลคือโครงการต่างๆ จึงเป็นเพียงการ “ปั้น” จากการต่อรองทางการเมือง ตามที่ “นวลน้อยตรีรัตน์” แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า “การซอยโปรเจ็คต์ย่อย ภายใต้โครงการใหญ่ ได้ทั้งเงินและฐานเสียงด้วย ถึงทำให้เห็นว่าโครงการไม่ชัดเจน แต่ต้องเร่งทำและโครงการที่ซอยย่อยพวกนี้ภายใต้โปรเจ็คต์ใหญ่ก็ผ่านง่าย ทั้งนี้ แผนไทยเข้มแข็ง รายละเอียดความชัดเจน เช่น จะบรรลุอะไร บรรลุอย่างไร แต่ละเรื่องมีน้อยมาก แทนที่จะดูผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจ การต่อรองการเมืองจึงกลายเป็นประเด็นหลักว่า โครงการอันไหนจะอยู่หรือจะไป”
ปรากฎการณ์ที่ประจักษ์คือ ข่าวฉาวโฉ่เรื่องโครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข และคำถามสำคัญว่าบรรดาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนแหล่งน้ำทั้งหลาย มีตัวชี้วัดอะไรหรือไม่ ว่าจะทำให้ประเทศได้ผลคุ้มทุนในอนาคต ซึ่งเงินที่นำมาทำก็เป็นเงินที่กู้มา และในอนาคตคงต้องโดนเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อไปใช้หนี้
ขณะเดียวกัน โครงการใหญ่ๆ อย่างรถเมล์เอ็นจีวี จะถูกจับตามากขึ้น และมีข้อมูลจากหน่วยงานคัดง้าง แต่ตัวนายกฯ เองก็ไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดยกเลิกโครงการ ทำได้เพียงแค่ชะลอและสร้างเงื่อนไข ซึ่งจุดนี้สะท้อนถึงความกระอักกระอ่วนของนายกฯ ที่ไม่สามารถมีอำนาจจัดการเด็ดขาด แม้จะประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อไว้ตั้งแต่แรก
ส่วนมิติเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งศาสตราจารย์ของเมืองไทย อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร พูดมากตลอดในช่วงสิบปีมานี้ถึงการสร้างสังคมที่ยอมรับกันว่าแฟร์ หมายถึง ต้องเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาสความมั่นคงในชีวิต การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะการปฏิรูประบบภาษี และการเข้าสู่รัฐสวัสดิการ แต่รัฐบาลก็เพียงยกประเด็นขึ้นมาพูดเรื่องภาษีที่ดิน ซึ่งเรื่องที่คืบคลานไปอย่างต้วมเตี้ยม
รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ อาจจะดีใจกับดัชนีเรื่องความสุขของประชาชน แต่ทำไมในหลายพื้นที่ยังต่อต้านรัฐฐาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัดซึ่งการต่อต้านนั้นก็มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจ ที่เรื้อรังมานานนั่งเอง
หากรัฐบาลยังนั่งยิ้มอย่างเป็นสุข โดยไม่คิดถึงการแก้ไขปัญหาเชิงลึกอย่างจริงจัง ถึงวันไฟนอลในคราวเลือกตั้ง ก็พอจะเดาถึงผลสอบที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง จะตัดสินให้เกรดได้ไม่ยาก
……………..
Radio