1ปีรัฐบาลสอบไม่ผ่าน 99 วันยังโง่จนเจ็บ
1ปีรัฐบาลสอบไม่ผ่าน99วันยังโง่จนเจ็บ
เชื่อมั่นหดหาย60ล้านไร้สุข ปฏิบัติการไทยไม่เข้มแข็ง
คัดลอกจากคอลัมน์เศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ประจำวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2552
1 ปีของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลภายใต้ การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นหนักไปในเรื่องของการรณรงค์ ปลุกจิตสำนึก และการโฆษณาชวนเชื่อ
ขณะเดียวกัน นายกฯก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพูด และรับเชิญไปปาฐกถาตามงานต่างๆมากกว่าจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง ตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน หรือแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ทั้งยังให้ความสำคัญกับการปราบเสี้ยนหนามทางการเมือง โดยเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไม่ยอมปล่อยวาง แทนที่จะหันกลับมามุ่งมั่นตั้งใจลดผลกระทบที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยยังผลทำให้การส่งออกของประเทศซึ่งมีสัดส่วนต่อรายได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่า 70% ต้องทรุดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ กระทั่งส่งผลทำให้การผลิตก็ดี ตลอดจนถึงการจ้างงานก็ดี ลดลงไปโดยอัตโนมัติ
นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักจึงให้คะแนนรัฐบาลต่ำติดดิน บางสำนักอย่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึงกับให้รัฐบาลสอบไม่ผ่าน และแม้จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลแก้ตัวได้อีกในปีหน้าด้วยความหวังว่า รัฐบาลคงจะยกเครื่องการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ก็ตาม
แต่ในสภาพความเป็นจริง ปัญหาเศรษฐกิจหลายด้านอาจรอไม่ได้ และบางเรื่องอาจล่าช้าจนสายเกินกว่าจะกลับไปเริ่มต้นช่วยเหลือ หากรัฐบาล หรือหัวหน้ารัฐบาลยังคงบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะเดิมๆที่หลายคนเรียกว่า งกๆ เงิ่นๆ วนเวียนอยู่กับความคิดที่ไม่ก้าวหน้าไปไหน หรือไม่สามารถพอที่จะประมวลปัญหาสำคัญๆของบ้านเมืองออกมาเป็นมาตรการได้
ที่แย่กว่านั้นก็คือ หลายครั้งที่คำพูด และการกระทำของนายกฯยังคงย่ำอยู่กับบทบาทเก่าๆของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน หรือนายกรัฐมนตรีเงา แทนที่จะเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงอย่างที่ควรจะเป็น หรืออย่างที่อยากจะเป็นมาตลอดตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ในขณะที่หลายนโยบาย หรือมาตรการที่ออกมา เช่น เช็คช่วยชาติ หรือ 5 มาตรการ 6 เดือน ที่ช่วยในเรื่องของค่าน้ำ-ไฟ รถเมล์-รถไฟฟรี หรือพยุงราคาแก๊สให้ต่ำลง ก็ดูจะไม่ได้ผลอย่างที่หวังไว้ เพราะขาดทั้งข้อมูล และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ
ที่สำคัญรัฐมนตรีหลายคนมีความเห็นว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯหรือประเทศคู่ค้าฟื้นตัวดีขึ้น เศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตาม
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมรัฐบาลนี้จึงไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจกับตัวเลขจีดีพีที่ติดลบหนักตั้งแต่ไตรมาสแรก 7.1% ต่อด้วยไตรมาส 2 ติดลบ 4.9% ไตรมาส 3 ติดลบ 2.8% และทั้งปีคาดว่าจะ-3 ถึง-3.5% ขณะที่จีดีพีเพื่อนบ้าน และหลายประเทศในเอเชียเป็นบวก หรือแม้แต่จะเดือดร้อนกับตัวเลขความเสียหายของการถูกสั่งระงับการลงทุนในมาบตาพุดที่สูงถึง 600,000 กว่าล้านบาท
พรรคฝ่ายค้านดูจะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ตรงจุดกว่าก็ตรงที่บอกว่ารัฐบาลเหมือนนักพรต ที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว คืนสู่สามัญ กระบวนท่าสูงสุดที่ใช้คือ การไร้กระบวนท่า หมายความว่า การบริหารราชการสูงสุด คือ การไม่ต้องบริหารราชการ
แต่อีกพวกที่รู้จักตัวตนของผู้นำรัฐบาลคนนี้ดี บอกว่า วุฒิภาวะ และทักษะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเขาไม่มีก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้ และถ้าไม่คุ้นกับการเข้าสังคม เขาก็คงไม่เข้าใจหรอกว่า ปัญหาของมนุษย์ปุถุชนคืออะไร และสำคัญหรือไม่เพียงใด?!
ยกเลิกคำสั่ง
ไล่สหภาพฯออก
เรื่องที่สะท้อนตัวตนของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 คนนี้ได้เป็นอย่างดี หนึ่งใน 5 เรื่องที่ ทีมเศรษฐกิจ หยิบยกมานำเสนอ ก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใช้รถไฟในการเดินทางและขนส่ง จากการที่สหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หยุดเดินรถไปเฉยๆ 13 วัน เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ทางการเมือง และประท้วงแผนการปฏิรูปโครงสร้างการรถไฟไทย นี่เอง
ก่อนหน้าที่สหภาพฯจะสั่งหยุดเดินรถสายใต้ จากสุไหงโก-ลก-หาดใหญ่นั้น เราต่างทราบดีว่า รถไฟไทยที่มีอยู่อายุอานาม 126 ปี ไม่เคยปรับปรุงองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการเดินรถ ขณะที่ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินทั่วประเทศกว่า 200,000 ไร่ มีมูลค่ามหาศาลเพียงพอที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกิจการของรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การรถไฟฯมีผลการขาดทุนสะสมกว่า 72,850 ล้านบาท มีพนักงานที่ขาดประสิทธิภาพในการเดินรถซึ่งส่วนใหญ่ไม่เมาก็มักจะหลับใน มีหัวรถจักรที่ใช้จนเก่าคร่ำครึมากว่า 40 ปี โดยไม่เคยซื้อใหม่ เพราะจะซื้อทีไร สหภาพฯก็มักจะขอเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แล้วก็ล้มประมูลทุกครั้ง
ที่สำคัญ ไม่เคยมีนักการเมืองหรือผู้ว่าการการรถไฟฯคนใดกล้าแตะต้อง เพราะแกนนำสหภาพฯกลายเป็นกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ให้การหนุนหลังพรรคการเมืองต่างๆเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันมาตลอด
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป และความต้องการพัฒนาระบบการคมนาคม และการขนส่งให้สามารถรองรับระบบโลจิสติก เพื่อลดต้นทุนการขนส่งเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การรถไฟฯก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่ และฟื้นฟูฐานะการเงินเพื่อให้สามารถรับภาระเดินรถสายสำคัญๆอย่างรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือแอร์พอร์ตลิงค์ ภายใต้แผนแม่บทที่กระทรวงคมนาคมวางแผนไว้ได้
แต่แผนปรับปรุงโครงสร้างฉบับนี้กลับถูกคัดค้านอย่างหนัก ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าจะนำกิจการรถไฟฯไปขายให้แก่เอกชนทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และถึงจะรู้สหภาพฯก็ยังแสดงความไม่พอใจด้วยการประท้วงหยุดเดินรถถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยครั้งสุดท้ายที่แกนนำสหภาพฯสั่งให้หยุดเดินรถในวันที่ 16 ต.ค. และยืดเยื้อไปถึง 13 วันนั้น ได้สร้างความเสียหายไปสูงถึง 75 ล้านบาท ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้ เนื่องจากมีรถไฟหยุดให้บริการไปถึง 366 ขบวนด้วยกัน
กรณีนี้แม้ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ยุทธนา ทัพเจริญ จะพยายามอธิบายแผนการปฏิรูปการรถไฟฯอย่างไร สหภาพฯก็ยังยืนกรานจะหยุดเดินรถต่อไปด้วยข้ออ้างรายวันที่สุดแต่จะหยิบยกขึ้นมา
ช่วงเวลานั้น คงมีแต่ รมว.คมนาคม ผู้ว่าการการรถไฟฯ และปลัดกระทรวงคมนาคม
สุพจน์ ล้อมทรัพย์ เท่านั้น ที่พยายามแก้ปัญหากันโดยลำพัง ด้วยการขอให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุไปแล้ว กลับเข้าไปช่วยขับรถไฟแทน ควบคู่กับนักเรียนการรถไฟฯเพื่อให้สามารถวิ่งบริการรถรับส่งผู้โดยสาร โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่ตกรถอยู่ร่วม 1,000 คน ให้สามารถไปเรียนหนังสือตามปกติได้ พร้อมกับขอคำสั่งศาล และความช่วยเหลือจากตำรวจตระเวนชายแดน และทหารยึดหัวรถจักร 4 คันที่ถูกยึดไปคืนจากสหภาพฯ
การใช้มาตรการเด็ดขาดของโสภณ ที่ประกาศจะลงโทษพนักงานเกี่ยวข้อง ทำให้มีผู้กลับใจขอกลับเข้าทำงานตามปกติ 100 คน ส่วนหัวโจก 6 คน ถูกไล่ออกหมด เช่นเดียวกับแกนนำสหภาพฯอีก 5 คน ที่โสภณสั่งให้ผู้ว่าการการรถไฟฯยื่นฟ้องศาลเพื่อบอกเลิกการจ้างงานทันที
มาถึงตรงนี้ คนที่โทร.มาเซ้าซี้ซ้ำๆซากๆเพื่อขอให้โสภณยกโทษให้แก่หัวโจก และแกนนำที่ร่วมกันก่อความเดือดร้อนแก่รัฐและประชาชนรวม 11 คน โดยการยกเลิกคำสั่งไล่ออก แล้วให้ทั้งหมดกลับเข้าทำงานตามปกติก็คือ นายกฯอภิสิทธิ์ นี่เอง…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!
ย่ำอยู่กับที่…
เท่ากับการถอยหลัง
สภาพการณ์ในธุรกิจท่องเที่ยวไทยในปี 2552 อาจจะถือเป็น “มหาวิกฤติ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับดินแดนที่ได้ชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม เพราะความขัดแย้งทางการเมือง และการชุมนุมประท้วงตลอดปี 2551 เรื่อยมาถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิในปลายปี กับเหตุจลาจลกลางเมืองในเดือน เม.ย.2552
ทำให้รัฐบาล 28 ประเทศออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยว ให้ระมัดระวังการเดินทางเข้าประเทศไทย ส่งผลให้ทุกๆ เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ไทยมีอันต้องสะดุดหยุดลง ภาพพจน์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยวที่เคยมองคนไทยเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีได้สูญสิ้นไป และแปรเปลี่ยนเป็นขัดแย้งทางการเมืองที่น่าขนหัวลุก
ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป การท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ยิ่งถูกซ้ำเติมหนักขึ้น
แต่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าก็คือ การที่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใดๆในอันที่จะกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในทุกรูปแบบเช่นที่ประเทศต่างๆทำ หรือทุกสายการบินในภูมิภาคทำกัน เพื่อแย่งผู้โดยสารขึ้นสายการบิน หรือเข้าประเทศตน
รัฐบาล โดยเฉพาะผู้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯไม่ได้ต่อสู้กับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจัง ทั้งยังยอมศิโรราบต่อการกระตุ้น การดำเนินการใดๆนอกกรอบที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลอยู่
ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ย้ำชัดว่า เขาไม่อยากเข้าไปล้วงลูก หรือแก้ปัญหาตัวเลขนักท่องเที่ยวที่รัฐมนตรีจากพรรคนี้ดูแลอยู่ พร้อมกับยอมรับง่ายๆภายใต้กรอบที่ไร้กระบวนท่าว่า ตราบเท่าที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยก็ไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงต้องประเมินว่า ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ไทยก็คงจะฟื้นได้ยากมาก!!
สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แม้จะใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อผลักดันให้ “การท่องเที่ยว เป็นวาระแห่งชาติ” แต่หลังจาก ครม. มีมติไปแล้ว ก็กลับไม่มีแผนปฏิบัติการใดที่จะทำให้วาระแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ธุรกิจการท่องเที่ยวโดยรวมสามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่นักท่องเที่ยวหดหายไปอย่างฮวบฮาบเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ปลายปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้นเป็น 12.44 ล้านคน กระทั่งสามารถจะคาดการณ์ได้ว่า จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ตัวเลขอาจไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่เป้าหมาย 13.5-14.1 ล้านคนได้ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯอ้างว่าได้ใช้งบพิเศษจำนวน 1,936 ล้านบาท ไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูภาพลักษณ์ และกระตุ้นการเดินทางของคนไทยก็ตาม
แต่โดยความเป็นจริง การกลับมาของนักท่องเที่ยวหาได้เป็นผลงานของรัฐบาล หรือดอกผลจากเศษเงินที่เหลือจากการนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีไม่
หากแต่เป็นเพราะความวุ่นวายทางการเมืองได้สงบลงชั่วขณะในช่วงเทศกาลวันพ่อและปีใหม่ ขณะที่ความเป็นประเทศไทย และความสวยงามทางธรรมชาติยังคงขายได้ตลอดกาลต่างหาก
ที่ดูจะหน้าไม่อายอย่างมากก็คือ ไม่มีใครเลยสักคนจะมองย้อนกลับไปดูว่า แท้ที่จริงแล้วเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจริงๆควรขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เช่นในปี 2552 ควรเพิ่มขึ้นเป็น 15.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 15% ขึ้นไป และมีรายได้รวมสูงถึง 595,000 ล้านบาท ตัวเลขที่ได้มาเพียง 13-14 ล้านคน จึงหาใช่สิ่งที่ควรจะภูมิใจไม่ยิ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนจะพบว่า จำนวนนั้นลดลงไปไม่น้อยจากที่เคยได้ 14.6 ล้านคน
นี่จึงถือเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลสอบไม่ผ่าน เพราะมีความสามารถบริหารประเทศได้แต่เฉพาะเชิงรับ ทั้งๆที่รายได้ของอุตสาห-กรรมท่องเที่ยวนั้นถือเป็นรายได้เงินตราต่างประเทศ ในหมวดที่สูงที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนเลยสักบาทเดียวก็ตามที
สภาพคล่องเหือด แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ
ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ จำกัดการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างธุรกิจเอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจขนาดย่อม และขนาดกลางอย่างรุนแรง จนกระทั่งเกิดสภาวการณ์ที่เรียกว่าสภาพคล่องเหือดในหมู่ธุรกิจเอสเอ็มอี มีผลให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินงานถึงขั้นที่มีธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องตายไป
จากตัวเลขยอดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบที่แสดงการถดถอยอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี สินเชื่อทั้งระบบอยู่ที่ 6,638,076 ล้านบาท ปรับตัวลดลงไปถึง 211,454 ล้านบาท หรือลดลง 3.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่สินเชื่อเพื่อการผลิต ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์เมื่อสิ้นปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 1,508,378 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 116,269 ล้านบาท หรือลดลง 7.70% โดยสินเชื่อเพื่อการผลิต ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ลดระดับลงมาอยู่ที่ 1,392,109 ล้านบาท
ระหว่างทางที่ภาคธุรกิจเอกชนหวั่นไหวว่า พวกเขาจะล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ก็กลับมีข้อตอบโต้ และถกเถียงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่เนืองๆว่า เหตุที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ หรือไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเลย ก็เพราะกฎเหล็กเกี่ยวกับการสำรองหนี้ของ ธปท.นั่นเอง ขณะเดียวกัน กฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ไม่เปิดช่องให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือกิจการใดเหมือนเคยแล้ว
ช่วงเวลานั้น ถ้ากระทรวงการคลังไม่ตัดสินใจใช้ธนาคารเฉพาะกิจ 6 แห่ง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ในการอำนวยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจล่ะก็
คงมีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่อาจจะต้องล้มหายตายจากไป ในเวลาเดียวกัน ก็คงจะมีคนจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ต้องตกงานไปด้วย
ทั้งนี้ เพราะนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยรวม ดูจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลสักเท่าไหร่ ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณเกิดความล่าช้าอย่างมาก ส่วนการแจกเช็คช่วยชาติ หรือใช้มาตรการช่วยเหลือโดยการให้ค่าน้ำ และค่าไฟฟรี หรืออุดหนุนราคาแก๊สเพื่อช่วยเหลือประชาชน กลับไม่ได้ให้ผลโดยตรงแก่คนที่มีปัญหา ไม่มีงานทำ หรือเดือดร้อนจริงๆ ที่แย่กว่าก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่าไทยเข้มแข็ง 2555 ดูจะไกลเกินกว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจถดถอยในปี พ.ศ.2552 ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ. 2553 ได้
อย่างไรก็ตาม หลังภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และความเชื่อมั่นเริ่มกลับคืนมา สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารพาณิชย์ ก็เริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 4 เมื่อมีการอนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มรับเหมาโครงการภาครัฐ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเกษตรแปรรูป
อย่างไรก็ตาม แรงหนุนที่คาดหวังกันว่าจะได้รับจากโครงการไทยเข้มแข็งภายใต้วงเงินลงทุน 1,430,000 ล้านบาท หลังจากที่นายกฯอภิสิทธิ์ ไปกดปุ่มเปิดโครงการเมื่อเดือน ต.ค.นั้น กลับมีการเบิกจ่ายจริงเพียง 20,000 ล้านบาท
อานิสงส์ที่ภาคธุรกิจเอกชนได้รับจริง จึงเป็นการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่งนั่นเองที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือธุรกิจได้ 4,457,876 ราย ในวงเงินรวม 1,009,736 ล้านบาท หรือคิดเป็น 108.93% ของเป้าหมาย โดยได้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อไปแล้ว 987,449 ล้านบาท หรือ 106.52% และธนาคารที่ทำยอดช่วยเหลือภาคธุรกิจได้มากที่สุดก็คือ ธนาคารออมสิน นั่นเอง ที่อนุมัติสินเชื่อไป 1,107,439 ราย ในวงเงิน 424,446 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายถึง 174.96%
เศรษฐกิจโลกเจ๊ง
จะผลักดันส่งออกทำไม?!
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ เพราะกำลังซื้อเริ่มจะกลับมา ทำให้ผู้ส่งออกไทยเองเริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น ยังผลให้การส่งออกในเดือน พ.ย. มีมูลค่ารวม 13,840 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวเป็นบวกสูงถึง 17.2% โดยเป็นบวกครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551 เป็นต้นมา
ผลจากการนี้ยังทำให้การคาดการณ์มูลค่าการส่งออกในไตรมาสสุดท้ายของปี อาจสูงถึง 42,000 ล้านเหรียญ หรือขยายตัวเป็นบวกได้ถึง 7% ของมูลค่ารวมการส่งออกเป็นครั้งแรกในรอบปีด้วย
กรณีข้างต้น น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพราะการส่งออกถือเป็นสัดส่วนต่อรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 70% ถ้าส่งออกโต ผลผลิต รวมถึงการจ้างงาน และรายได้ ของคนในประเทศก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน และเปราะบาง มูลค่าส่งออกจริงในเดือน พ.ย. จึงยังมีอัตราต่ำกว่าการส่งออกในเดือน ก.ย. และเดือน ต.ค. ก่อนหน้าซึ่งมีมูลค่า 14,904.9 ล้านเหรียญ และ 14,812.7 ล้านเหรียญ พอสมควร ประกอบกับการที่เงินบาทแข็งค่ามาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเวียดนามที่เพิ่งลดค่าเงินดองลง 5.45% ทั้งยังมีแนวโน้มจะลดค่าเงินลงอีกในเร็วๆนี้ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ชะลอการซื้อสินค้าไทย เพื่อรอดูทิศทางค่าเงินดองอีกครั้ง
ว่าแต่การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดขึ้นมานั้น ไม่สามารถอ้างเอาเป็นเครดิตความดีความชอบของรัฐบาลได้
เพราะตลอดช่วงเวลาที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วงจากกำลังซื้อที่หดหายไปอย่างฮวบฮาบของประเทศผู้ซื้อ รัฐบาลกลับไม่เคยมีนโยบายใดเลยที่ชัดเจนในการช่วยเหลือภาคการส่งออกของประเทศ แม้บรรดาผู้ส่งออกจำนวนมากจะร้องเรียนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อขอให้ช่วยเหลือด้านเงินทุน สภาพคล่อง และมาตรการสนับสนุนการส่งออก
แต่หลายมาตรการที่ถูกเสนอไปตั้งแต่ต้นปี โดยกระทรวงพาณิชย์ ทั้งที่ขอรับการสนับสนุนด้านการเงิน การขอคืนภาษีมุมน้ำเงิน หรือการขอลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนถึงการร้องขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังพิจารณาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อทำให้เงินบาทอ่อนค่าให้เกิดความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศคู่แข่ง กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งๆที่ปี 2552 จัดเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของการส่งออกไทยซึ่งตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้แต่ความพยายามจะขายพืชผลการเกษตรที่รัฐรับจำนำ หรือประกันราคาออกไป ยังมักจะถูกเตะตัดขาอยู่ตลอด
การไม่ดำเนินการใดๆเช่นนี้ รัฐบาลมักจะอ้างเสมอว่า ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก่อน เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกเจ๊งเหมือนกันหมด จะผลักดันการส่งออกไปทำไมมี?!
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดมูลค่าการส่งออกของไทยจึงสาละวันเตี้ยลงมาโดยตลอด นับแต่ไตรมาสแรกที่ติดลบไป 20.54% ไตรมาสที่ 2 ติดลบ 26.20% ส่วนไตรมาสที่ 3 แม้จะกระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังติดลบ 17.70% ส่วนไตรมาส 4 แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตจากมาบตาพุดที่หายไป อาจทำให้สถานการณ์ส่งออกดิ่งเหวลงอีก ในขณะที่จีดีพีอาจติดลบมากกว่า 3-3.5%
วิกฤติมาบตาพุด
ฉุดเศรษฐกิจพินาศ
มากกว่า 10 เดือนแล้วที่รัฐบาลไม่สามารถหาข้อยุติเพื่อช่วยเหลือหรือบรรเทาความเดือดร้อนของนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้ นับตั้งแต่ถูกศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นเขตควบคุมมลพิษ
ในขณะที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ดำเนินการใดๆเพื่อรักษาการลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ หรือแม้แต่สำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมลพิษเพื่อดูแลสุขอนามัยของคนในพื้นที่
กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ให้ระงับการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์เป็นรายๆไปได้ว่า โครงการลงทุนต่างๆดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด ได้ผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EIA: Environmental Impact Assessment และ HIA:Health Impact Assessment) รวมทั้งปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 (2) เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นแหละ
รัฐบาลถึงได้รับรู้ว่า กรณีนี้อาจสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงคร่ำครวญจากเอกชน โดยเฉพาะจากบริษัทใหญ่ๆอย่าง บมจ.ปตท. และปูนซิเมนต์ไทย หรือต่างชาติที่ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่นซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกระงับการลงทุนด้วยว่าแต่ละบริษัทไม่สามารถสร้างผลผลิต อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งกระบวนการ รวมถึงโรงงานเหล็ก และโรงงานไฟฟ้า ซึ่งประเมินมูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 330,000 ล้านบาทได้
แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆในลักษณะที่เป็นสัญญาณให้เห็นการตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หรือบูรณาการเพื่อให้เกิดการร่วมมือกันในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ จะมีก็แต่จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 4 ฝ่ายขึ้นโดยมี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตามคำร้องขอของภาคเอกชน ซึ่งคาดหวังว่า รัฐบาลจะจัดการกับปัญหานี้ได้ภายในระยะเวลาไม่นานนัก เท่านั้น
กระนั้นการจะหวังให้นายอานันท์เป็นโอสถทิพย์เพื่อพลิกฟื้นภาพพจน์การลงทุนของประเทศให้กลับคืนมา อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวไป เพราะนายอานันท์ดูจะเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าของเอ็นจีโอในไทย ทั้งยังประกาศด้วยว่า คณะทำงานของเขามีหน้าที่วางแผนระยะยาว จัดตั้งองค์กรอิสระ ทำพิมพ์เขียวของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมถึงจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชน ดังนั้นจึงไม่อาจที่ใครจะมากำหนดระยะเวลาเสร็จสิ้นตามความต้องการได้
พูดง่ายๆ ก็คือ สั่งไม่ได้ และเป็นเกราะกำบังให้แก่รัฐบาล ก็ไม่ได้เช่นกัน!!
ส่วนรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการบรรเทาความเดือดร้อนของนักลงทุน และสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทำการสำรวจตรวจสอบโครงการเก่า หรือดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ กลับไม่ได้ใส่ใจดำเนินการใดๆ หรือมีคำตอบที่ชัดเจนว่า ใครจะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และการประเมินนี้จะใช้เวลานานเพียงใด
คงปล่อยให้เอกชนแต่ละรายยื่นเรื่องชี้แจงต่อศาลเอง ขณะเดียวกัน ยังต้องแบกรับภาระการขาดทุนไว้เอง ขณะที่หนี้ที่กู้มาลงทุนอาจเสี่ยงชำระไม่ได้ หากไม่มีผลผลิตออกจากโรงงานตามกำหนด
ที่สำคัญ นักลงทุนหลายคนออกจะสงสัยว่า คนไทยส่วนใหญ่ ปล่อยให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร
โดยเฉพาะถ้าบทบัญญัตินั้นๆจะทำให้เม็ดเงินลงทุนหายไปจากประเทศไทยในช่วง 5 – 10 ปีข้างหน้า จนส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดยาวกว่าที่คิด หรือเกิดความเสียหายโดยรวมสูงถึง 620,000 ล้านบาท ในขณะที่อาจจะมีผู้คนตกงานกว่า 40,000-50,000 คน และธนาคารใหญ่ๆที่
ปล่อยกู้แก่โครงการต่างๆต้องมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นกว่า 78,000-100,000 ล้านบาท.
ทีมเศรษฐกิจ
Radio