เหตุเพราะไม่จริงใจ
คอลัมน์บทนำมติชน: เหตุเพราะไม่จริงใจ
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553
ไปๆ มาๆ สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่สามารถดำเนินไปสู่ความสำเร็จ ทั้งๆ ที่รัฐสภาอันประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ประชุมกัน นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน มีผลสรุปออกมาชัดเจนสำหรับคณะอนุกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่อนุกรรมการสมานฉันท์ อนุกรรมการปฏิรูปการเมืองและอนุกรรมการการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เป็นเพราะนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านขาดความจริงใจต่อกัน เอาแต่เล่นเกมเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและต้องการให้พรรคและพวกตนเป็นฝ่ายชนะ ส่วนฝ่ายตรงข้ามให้มันพ่ายแพ้และเสียเปรียบเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่ผลสรุปของคณะอนุกรรมการสมานฉันท์และคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเมืองถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โยนทิ้งอย่างไม่เป็นท่าอย่าว่าแต่ไม่นำมาพิจารณาเพือดำเนินการเลย แม้การพูดถึงก็ยังไม่ได้ยินจากปากนายอภิสิทธิ์ สำหรับ 6 ประเด็นที่เป็นข้อสรุปของคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ก็เล่นเชิงเพื่อซื้อเวลาให้รัฐบาลอยู่ไปนานๆ ด้วยการเสนอเรื่องการออกเสียงลงประชามติ ครั้นพรรคเพื่อไทยรู้ทันว่าจะตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจึงประกาศถอนตัวออกมาไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย ถ้ารัฐบาลอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดำเนินการกันไปเอง ในที่สุดบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาก็ออกมาเคลื่อนไหวเสนอแก้ไขแค่ 2 ประเด็น คือ เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้แก้เป็นเขตเดียวคนเดียว แทนที่จะเป็นเขตละ 3 คน และเรื่องการทำสนธิสัญญาตามมาตรา 190 พร้อมกันนั้นแกนนำ 2 พรรค ได้แสดงความไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ การที่พรรคเพื่อไทยถอนตัวไปไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้เพียง 2 ประเด็นก็ริบหรี่เต็มทน หรือแทบจะมองไม่เห็นความสำเร็จเลยเพราะการหาคะแนนเสียงให้ได้ครึ่งหนึ่งจากจำนนวนส.ส.และ ส.ว.เป็นเรื่องยาก ลำพังแค่การหาเสียงสนับสนุนจากลุ่ม ส.ว. 40 คน ก็ยังทำไม่ได้ เพราะมีหลายกรณีที่ ส.ส.ในกลุ่มนี้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างไม่ไว้หน้า ร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลบางฉบับไม่ผ่านวุฒิสภา แล้วนับประสาอะไรกับ ส.ว.ที่เหลืออีก 100 กว่าคน จะวางใจได้อย่างไรว่าจะหันมายกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการขัดแย้งแตกแยกในในหมู่นักการเมืองฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล และในฝ่ายรัฐบาลก็ใช่ว่าจะลงรอยกันเป็นเอกภาพกันเสียที่ไหน การที่พรรคร่วมยังอยู่เป็นรัฐบาลผสมกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะได้ประโยชน์จากการเป็นรัฐบาล แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่นอน เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง อาจจะมีการแตกขั้วอีกก็เป็นได้ เป็นที่แน่ชัดว่า หากปล่อยให้รัฐธรรมนูญใช้ไปเรื่อยๆ ในตอนเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะประกาศว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วได้จัดตั้งรัฐบาลงานแรกคือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้ พร้อมกันนั้นจะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายดังกล่าว มิได้เกิดประโยชน์เฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงนักการเมืองและคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก ถึงตอนนั้นอาจจะเกิด “วิกฤตรัฐธรรมนูญ” จนบ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มิใช่อะไร หากแต่เป็นเพราะนักการเมืองแต่ละพรรค แต่ละฝ่ายต่างยึดเอาประโยชน์ของพรรคและพวกตัวเองเป็นสำคัญ อะไรที่ตัวเองได้แล้วเกิดประโยชน์ก็จะเอา แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามได้ประโยชน์ก็จะไม่ยอมเด็ดขาด
มิใช่นักการเมืองในปัจจุบันเท่านั้นที่ขาดความจริงใจต่อกัน ย้อนกลับไปในอดีต ทั้งก่อน และหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักการเมืองที่ต่างก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกัน แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสภา กลับพูดจากันไม่รู้เรื่อง เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการจึงดำรงคงอยู่เรื่อยมา ต้องให้เกิดการนองเลือดจากเหตุแห่งความไม่พอใจของประชาชนและต่างพากันชุมนุมประท้วงเสียก่อน จึงค่อยหันหน้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังกรณีเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี 2535 เป็นตัวอย่าง บางทีประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2553 ก็ได้
…………………
Radio