ญี่ปุ่นเมินลงทุนไทยชาติแรก
ญี่ปุ่นเมินลงทุนไทยชาติแรก
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2553
ญี่ปุ่นระบุชัดปัญหามาบตาพุดส่งผลไทยไม่ใช่ประเทศน่าลงทุนอันดับ 1 อีกแล้ว จี้รัฐบาลแก้ปัญหาภายใน 2-3 เดือน “เจโทร” เตรียมจัดสัมมนาชี้แจงข้อมูลการแก้ปัญหาให้นักธุรกิจต่างประเทศรับทราบ แนะภาครัฐเจรจาแบงก์แก้ปัญหาไม่ปล่อยกู้ อุตสาหกรรมตั้งสำนักการมีส่วนร่วมประชาชนประสานจัดเวทีประชาพิจารณ์
นายมูเนะโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) เปิดเผยหลังเข้าพบนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วานนี้ (6 ม.ค.) ถึงปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ว่า ทำให้นักธุรกิจญี่ปุ่นไม่มองไทยเป็นประเทศน่าลงทุนอันดับ 1 แล้ว การที่จะมองประเทศใดน่าลงทุนเป็นเรื่องของแต่ละอุตสาหกรรม เจโทรไม่ได้มีการสำรวจว่าจะมีนักธุรกิจญี่ปุ่นกี่รายที่จะถอนการลงทุน
อย่างไรก็ตาม เจโทรต้องการให้รัฐบาลจัดการปัญหาให้ได้ภายใน 2-3 เดือน ขณะนี้ รัฐบาลไทยไม่ควรมองว่านักลงทุนต่างประเทศจะหนี้ไปไหน แต่ควรมองว่าผลกระทบของการระงับโครงการแต่ละวันเป็นอย่างไร เพื่อให้รีบแก้ปัญหา “ปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดสั่นคลอนเครดิตของรัฐบาลไทย ที่จะดึงดูดการลงทุน เจโทรหวังว่าถ้ารัฐบาลไทยแก้ปัญหานี้ได้เร็ว ไม่ยากที่นักธุรกิจญี่ปุ่นจะหันมามองการลงทุนในไทยในลำดับต้น”
“เจโทร” หัวหอกสัมมนาแจงปัญหามาบตาพุด
นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เจโทรได้เชิญนายชาญชัย ร่วมงานสัมมนาการแก้ปัญหามาบตาพุด ซึ่งทางเจโทรจะจัดขึ้นวันที่ 8 ก.พ. 2553 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้นักลงทุนไทยและต่างประเทศ เข้ารับฟังข้อคิดเห็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรม โดยจะมีผู้แทนจากเจโทร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ และ ดร.อากิฮิซะ โมริ บัณฑิตวิทยาลัยด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต
นอกจากนี้ เจโทรได้ชี้แจงว่านักธุรกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด ซึ่งนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมาก และมีหลายโครงการที่ถูกสั่งระงับโครงการ ทำให้นักธุรกิจต้องการรับทราบข้อสรุปแนวทางการแก้ปัญหา ถ้ากระบวนการแก้ปัญหาไม่ชัดเจน จะกระทบกับความเชื่อมั่นได้ โดยเฉพาะขั้นตอนทางกฎหมายในการแก้ปัญหาดังกล่าว ในการสัมมนาครั้งนี้จะมีการชี้แจงการแก้ปัญหาของญี่ปุ่นและของไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้มีช่วงเวลาในการถกเถียงเพื่อหาทางออกด้วย
ทั้งนี้ เจโทรได้ชี้แจงว่าโครงการที่นักธุรกิจญี่ปุ่นร่วมลงทุนกับกลุ่ม ปตท.และถูกระงับโครงการเริ่มถูกสถาบันการเงินสอบถามว่า โครงการจะเดินหน้าได้เมื่อใด ซึ่งเจโทรต้องการให้รัฐบาลชี้แจงกับธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้โครงการในมาบตาพุดรับทราบว่า ขณะนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ปัญหาและเป็นปัญหาที่แก้ไขได้
เรื่องดังกล่าวทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงกับเจโทรว่าการประชุม ครม. เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือเกี่ยวกับผลกระทบของการระงับโครงการ กระทรวงการคลังยืนยันว่ายังไม่มีธนาคารใดยุติการให้สินเชื่อ แต่ถ้าโครงการใดมีปัญหาเรื่องสินเชื่อให้ชี้แจงมา โดยภาครัฐจะช่วยชี้แจงความคืบหน้ากับธนาคาร และเจโทรได้ชี้แจงว่าได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชน ว่า การแก้ปัญหาในมาบตาพุดจะใช้เวลา 4-5 เดือน ซึ่งนานเกินไปจึงต้องการให้เร็วกว่านี้
ตั้งสำนักการประสานแก้มาบตาพุด
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมตั้งสำนักการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อรับผิดชอบงานที่ต้องประสานกับประชาชน โดยจะเข้ามาดูเรื่องการรับฟังความเห็นของประชาชนของโครงการที่กระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ประสานงานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ทำหน้าที่รับฟังความเห็นประชาชนตามขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ) โดยจะตั้งสำนักดังกล่าวภายในเดือน ม.ค.นี้ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและ กนอ. จัดทำขั้นตอนการออกใบอนุญาตให้กับโครงการที่ถูกระงับให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะมาดูว่าการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญต้องผ่านขั้นตอนใดบ้าง เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะชี้แจงให้ชุมชนและผู้ประกอบการรับทราบเพื่อเป็นแนวทางการทำงานของทุกฝ่าย ได้สั่งการทั้ง 2 หน่วยงานให้ตรวจสอบโรงงานที่ทำอีไอเอทั่วประเทศ 200 แห่ง ให้ดำเนินการตามแผนจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
ครม.รับทราบขีดแข่งขันไทยมีทั้งเพิ่ม-ลด
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้รับรายงานสถานภาพการแข่งขันของประเทศไทยในปี 2552 ซึ่งจัดทำโดยเวิลด์ อิโคโนมิคฟอรัม ปรากฏว่า ไทยถูกลดอันดับลง 2 อันดับจากอันดับที่ 34 ในปี 2551 เหลืออันดับ 36 ในปี 2552 จากทั้งหมด 131 ประเทศ
ขณะที่สถาบันการจัดการนานาชาติ (IND) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันปี 2552 โดยจัดให้ไทยมีอันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ จากอันดับ 27 ในปี 2551 เป็นอันดับ 26 ในปี 2552 จากทั้งหมด 55 ประเทศ โดยข้อมูลทั้ง 2 องค์กรสอดคล้องกันเรื่องจุดแข็งของประเทศไทยในการดูแลและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นประเด็นสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะระดับราคา การจ้างงาน ส่งผลให้ต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ค่าแรงงาน และค่าครองชีพของประชาชนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จึงสามารถแข่งขัน กับต่างประเทศได้
รับไทยมีจุดอ่อนปัญหาเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดอ่อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ผลิตภาพการผลิต ความพร้อมทางเทคโนโลยี การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรมใหม่ๆ ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ที่ประชุมเห็นว่าไทยยังได้รับผลกระทบร้ายแรงจากปัจจัยภายนอก ทำให้กระทบต่ออันดับการแข่งขันที่เกิดจากปัญหาโรคร้ายแรงต่างๆ จึงตั้งคณะทำงานวิเคราะห์จุดอ่อนของไทยให้ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาจุดอ่อนนวัตกรรมของไทย ควรนำรายงานเกี่ยวกับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเจโทร และหอการค้าต่างประเทศร่วมพิจารณาด้วย เพราะเป็นหน่วยงานใกล้ชิดประเทศไทยมากกว่าองค์กรระหว่างประเทศ และนำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจระยะยาว
คพ.ตีกลับแผนมลพิษ จ.ระยอง
นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า หลังจาก ผวจ.ระยอง ได้จัดส่งแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษ ภายใต้เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุด และบ้านฉาง มาให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2552 แต่ สผ.เห็นว่า โครงการที่เสนอประมาณ 300 โครงการ และใช้งบกว่า 10,000 ล้านบาท จึงยังไม่สามารถตอบว่า จะแก้ปัญหามลพิษในมาบตาพุดได้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แผนดังกล่าว จะให้หน่วยงานที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงต่อการแก้ปัญหา เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และอาจทำให้เกิดความลักลั่นในการปฏิบัติ ดังนั้น ที่ประชุมจึงเสนอให้จังหวัดระยอง นำแผนไปปรับปรุงให้เหมาะสมมากกว่านี้ และนำเสนอกลับมาเสนอบอร์ดสิ่งแวดล้อมใหม่
“สยุมพร” จวก ทส.ดองแผนลดมลพิษ
ด้านนายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า ที่ผ่านมา จังหวัดได้เสนอแผนลด และขจัดมลพิษเขตควบคุมมลพิษระยอง พร้อมทั้งเข้าชี้แจงกับ สผ.มาแล้ว 7 ครั้ง ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ยังอยู่แค่การพิจารณาในระดับ สผ.มาเกือบ 3 เดือนแล้ว ทั้งที่เป็นแผนที่รวบรวมจากปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เอาปัญหาของประชาชนเป็นหลัก และนำมาบูรณาการ แต่ไม่เข้าใจว่า ทส.พิจารณาโดยใช้เหตุผลอะไร ซึ่งอาจมองไม่ตรงกับความต้องการของ ทส.และ สผ.หรือไม่ เพราะแทนที่จะเอาแผนจากข้างล่าง แต่กลับพิจารณาแบบแนวคิดเก่าๆ คือ จะกำหนดมาจากข้างบน ไม่ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำให้ขณะนี้แผนดังกล่าวยังไม่เคลื่อนไหว หรือถูกส่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา แต่กลับถูก ทส.ตรวจรายละเอียดนานมาก
ชี้ลดจาก300เหลือแค่46โครงการ
นอกจากนั้น ที่ผ่านมา ได้ปรับแก้แผนจาก 300 โครงการ จนรอบสุดท้ายเมื่อเดือน ธ.ค.ได้คัดเหลือแค่ 46 โครงการ มูลค่าเงินประมาณ 200 ล้านบาท และแบ่งเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ แผนแก้ปัญหาน้ำเสียในคูคลองสาธารณะ 9 สาย ที่เสื่อมโทรมต้องขุดลอกและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ส่วนที่สอง ชาวบ้านต้องการสร้างความเข้มแข็งในภาคประชาชน โดยจะมีโครงการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครประชาชน และการสร้างขีดความสามารถประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร และตามเหตุการณ์ปัญหามลพิษได้ทัน
ส่วนอื่นๆ อาทิเช่น การสำรวจแหล่ง กำเนิดมลพิษ และการลดมลพิษในพื้นที่จะใช้หลักการให้เอกชนลดระดับการระบายมลพิษให้น้อยลง รวมทั้งข้อเสนอให้ติดตั้งจีพีเอสติดตามรถบรรทุกขนย้ายกากของเสีย เพื่อให้ติดตามได้ว่านำไปทิ้งถูกที่หรือไม่ เป็นต้น
“ในภาพรวมปัญหาเร่งด่วนส่วนใหญ่ เสนอใช้วงเงินจากชุดที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่อนุมัติงบแล้ว 800 ล้านบาท ใน 5 โครงการ คือ ขนย้ายขยะไปทำลาย 270 ล้านบาท ขยายประปา 170 ล้านบาท บ้านฉาง 90 ขยายโรงพยาบาลขนาด 200 เตียง 200 ล้านบาท รถโมบายสุขภาพประชาชน 58 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นปี 2553 เรียกว่ามีประสิทธิภาพ และเห็นเป็นรูปธรรมจริงๆ แต่แผนลดมลพิษ ยังไม่คืบหน้า”–จบ–
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
Radio