ที่มาที่ไป ทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท

February 23, 2010

ที่มาที่ไป ทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท ความจริงที่คนไทยควรรู้

ที่มาที่ไป ทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท ความจริงที่คนไทยควรรู้

จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย

January 21, 2010

จดหมายเปิดผนึกถึงสังคมไทย:กรณีปัญหาที่ดินเขายายเที่ยงของอดีตนายกรัฐมนตรี กับ กรณีการสังหารคนจนไร้ที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี

คัดจาก http://thaienews.blogspot.com/   20 มกราคม 2553     โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

นักวิชาการ นักศึกษา ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนออกแถลงการณ์กรณี

เขายายเที่ยงขององคมนตรี กับกรณีการสังหารนายสมพร พัฒนภูมิ เกษตรกรไร้ที่ทำกิน กรณี สปก.สุราษฎร์ธานี พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อ

…………….

การต่อสู้ของ”คนเสื้อแดง” ต่อการยึดครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอดีตนายกรัฐมนตรี

สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เปิดโปงให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงความพิกลพิการและเลือกปฏิบัติของกฎหมายไทยอันน่าอดสู

ในขณะที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อการกระทำของผู้มีอำนาจ แต่สำหรับคนจนผู้ยากไร้ ทั้งๆที่ถูกรุกรานจากการถูกประกาศเขตป่าทับที่ทำกิน หรือได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กลับถูกเล่นงานจากรัฐอย่างไร้ความปราณี รวมทั้งปล่อยให้มีชาวบ้านถูกคุกคามทำร้ายจากมือมืดอย่างไม่สนใจใยดี

ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวเปิดโปงกรณีอัปยศเขายายเที่ยง ตอนหัวค่ำของวันที่11 มกราคม 2553 มือปืนไม่ต่ำกว่า 2 คน ได้ระดมสาดกระสุนอาวุธสงครามเข้าใส่นาย สมพร พัฒนภูมิ อายุ 53 ปี สิ้นใจคาที่พักพิงอย่างอุกอาจ

นายสมพร เป็นหนึ่งในหลายพันคนของผู้ไร้ที่ดินในภาคใต้ ที่อยากจะมีที่ดินหาเลี้ยงชีวิต จึงได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกรณีการให้สิทธิที่ดิน สปก. 4-01 กว่า 1,000 ไร่ แก่บริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าผู้ได้รับสิทธิไม่ใช่ราษฎรยากจน แต่เป็นการแอบแฝงของนายทุน ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินจึงต้องจำยอมดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ทั้งแพ่งและอาญา ในที่สุดศาลตัดสินให้บริษัทแพ้คดี ปัจจุบันอยู่ระหว่างบริษัทยื่นอุทธรณ์

ที่ดินผืนนี้ที่นายสมพรและคนจนยากไร้ที่ดินภาคใต้ ได้เคยเสนอให้รัฐดำเนินการนำที่ดินมาให้คนจนผู้ไร้ที่ดินทำกิน แต่รัฐบาลกลับไม่มีท่าทีที่ชัดเจน และปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับนายทุนเป็นไปโดยไม่สนใจที่จะช่วยถอดชนวนปัญหา

ความตายของนายสมพร ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติของรัฐ การละเลย แม้กระทั่งเพิกเฉยที่จะสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคม

เราในฐานะประชาชนและองค์กรที่มีรายชื่อ มีข้อเสนอดังนี้ คือ

  1. กรณีปัญหาเขายายเที่ยง รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองค์มนตรี เหมือนเช่นที่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไปอย่างไม่ยกเว้น
  2. กรณีการสังหารนายสมพร พัฒนภูมิ ผู้ไร้ที่ดิน จ. สุราษฎรธานี รัฐบาลต้องดำเนินการจับกุมคนร้าย และกลุ่มอิทธิพลผู้อยู่เบื้องโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะใกล้ชิดกับนักการเมืองหรือผู้ทรงอำนาจฝ่ายใดก็ตาม
  3. รัฐต้องดำเนินการยกที่ดินสปก.4-01 ในพื้นที่ ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดิน มิใช่นายทุนหรือบริษัทที่มิใช่เกษตรกร และไม่ควรซื้อเวลาโดยไม่ดำเนินการให้ลุล่วง ดังเช่นที่เป็นมา จนนำมาสู่การสังหารนายสมพร ทั้งๆที่ศาลก็พิพากษาแล้วว่าที่ดินผืนนี้ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย
  4. รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ โดยยึดหลักการแนวทางการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อความเป็นธรรมในสังคม และมิใช่เพื่อกลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มนายทุนอิทธิพล ตลอดทั้งให้ประชาชนผู้ยากไร้เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆด้วย
  5. รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โดยการกระจายการถือครอง เปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดิน เพื่อความโปร่งใส และมีมาตรการเก็บภาษีก้าวหน้า มิใช่เพียงสร้างภาพอย่างที่เป็นอยู่

ด้วยความเชื่อมั่น

องค์กรและบุคคลที่ลงนามในจดหมายเปิดผนึก

บุคคล

พฤกษ์     เถาถวิล        คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ไชยันต์    รัชชกูล          สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่

วรวิทย์    เจริญเลิศ      คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จิตรา       คชเดช          เจ้าหน้าที่/ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

บุญยืน    สุขใหม่          ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก

ศิโรตม์    คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

วิทยา      อาภรณ์         คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ภาคประวิศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประภาส ปิ่นตบแต่ง    คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เก่งกิจ     กิติเรียงลาภ             คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผศ.อัจฉริยา เนตรเชย คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ภควดี     วีระภาสพงษ์ นักวิชาการอิสระ

สมชาย   ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัฒนา     สุขะวัฒน์      นักคิดนักเขียนอิสระ

เนตรดาว เถาถวิล        นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศิริชัย      สิงห์ทิศ         ผู้ประสานงานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ

ศิริภาส    ยมจินดา       จีราภรณ์ ถนอมจิตร   สิริลักษณ์​ ศรีประสิทธิ์ นศ.ปริญญาโท โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา บัณทิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขวัญระวี วงศ์อุดม       นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน

อุษากร    เหมือนระยูร ณิชนันทน์ รังสิกุล นวรัตน์ วรกิตติ์วสุมา จิตร โพธิ์แก้ว   อรรคพล สาตุ้ม นักวิชาการอิสระ

ใจ อึ้งภากรณ์

ไพบูลย์   เฮงสุวรรณ    นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เทวฤทธิ์ มณีฉาย        กลุ่มประกายไฟ วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา

พิภพ       อุดมอิทธิพงศ์ ผู้แปลอิสระ

สืบสกุล กิจนุกร          นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัฒนะ     วรรณ            องค์กรเลี้ยวซ้าย

จุมพล สังขะเกตุ          ว่าที่ร้อยตรีจิรศักดิ์ กรรเจียกพงษ์        เบญจมาศ ธำรงโชติ

ปารัชนันท์ ภาวัตโภควินท์        ธนากร สัมมาสาโก                  สุธี พลชัย

แก้วตา เกิดดีลาภ                    ชัยธวัช ตุลาธน สนพ. ฟ้าเดียวกัน

รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์                 อานันตยา เชือกรัมย์                มินตา ภณปฤณ

วิลาวรรณ เพเดอร์เซ่น              มัยรา สง่าวงศ์                                     นิธิวัต วรรณศิริ

ธนาวิ โชติประดิษฐ                  นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน

วิชยุตม์ ปูชิตากร                      ปฐมพร ศรีมันตะ                     อาทิตย์ ศิวะหรรษาพันธ์

ปริวัฎ สุขนันทฬส                    วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา            สิทธิพร จรดล

กล้า สมุทวณิช                         Rayasuree Donavanik         Sutuch Pingsakulchai

สมชาย อุทัยสา                        Kawnapa Shelley                 นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

Wattana Sudsakorn             ดีเจ นิก กฤษณะ                     Pisan Ontama

พัชรี แซ่เอี้ยว                            ปฤณ เทพนรินทร์                     มธุรส ภิรมย์รักษ์

นายวรวิทย์ ไชยทอง

ปฐมพร ศรีมันตะ นิสิตชั้นปีที่2 ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tanaporn Tornros                วุฒิกร แสงรุ่งเรือง                   ปกรณ์ อารีกุล

สุลักษณ์ หลำอุบล                   นุชา วายุรกุล                           ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร

พรรัตน์ วชิราชัย

กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์ นักศึกษา แขนงวิชาสื่อสารการแสดง คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/ประชาชน

ชุติมาภรณ์ จิตจำ นักศึกษาปริญญาโทนิติศาสตร์/ประชาชน

บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ภิภัทร์ภรณ์ ทองศรี                  สมศักดิ์ ภักดิเดช ที่ปรึกษาชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

องค์กร

1.สหพันธ์นักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)

2.กลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ

3.แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน)

4.กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

5.กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)

6.เครือข่ายสืบทอดเจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภาคม

7.ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง

8.มูลนิธิครูทิม บุญอิ้ง

9.สถาบันการปกครองตนเองและกระจายอำนาจสู้ท้องถิ่น

10.สถาบันสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม (LSI.)

11.เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยภาคอีสาน (คอ.ปอ.)

12.เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)

13.สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยอ.)

14.ศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย

15.กลุ่มประกายไฟ

16.องค์กรเลี้ยวซ้าย

17.มูลนิธิศักยภาพชุมชน

18.กลุ่มตะวันฉาย

19.นิตยสารปาจารยสาร

………….

สื่อเมืองไทยเข้าไม่ถึง “ความจริง”

January 21, 2010

สื่อเมืองไทยเข้าไม่ถึง “ความจริง”

คอลัมน์โดย  บุญเลิศ ช้างใหญ่

คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2553

ขอแสดงความชื่นชมด้วยความจริงใจต่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่เสนอ “รายงานสถานการณ์สื่อปี 2552  ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ได้อย่างตรงไปตรงมา

และขอบคุณสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทยที่นำรายงานนี้ไปลงเว็บไซต์ของสมาคม  เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คนสนใจแวะเวียนเข้ามาดูได้รับรู้ว่า สถานการณ์สื่อปีที่แล้ว ทางสมาคมนักข่าวฯ ในฐานะเพื่อนพ้องร่วมวิชาชีพสื่อมวลชนแต่คนละแขนงเขาว่าอย่างไร

สาระสำคัญของรายงานสถานการณ์สื่อปี 2552  ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง อยู่ตรงที่สมาคมนักข่าวฯ ระบุว่า

“ในปี 2552 สื่อการเมืองหลายประเภทถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้าม มีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง”

“…สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่าปี  2552 แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้”

ต้องยอมรับว่าปี 2552 ไม่เพียงแต่สื่อการเมืองที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ฯลฯ ที่เป็นปัญหาดังที่สมาคมนักข่าวฯ สะท้อนภาพให้เห็น แต่สื่อกระแสหลักโดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ก็มีปัญหาอยู่ในตัวเองไม่น้อยไปกว่าสื่อการเมืองสักเท่าไร

นั่นก็คือ สื่อกระแสหลักเลือกที่จะเสนอความจริงเพียงบางส่วน บางแง่บางมุม ไม่จำเป็นต้องพูดถึงวิทยุที่เป็นหน่วยราชการต่างๆ ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการทหารสูงสุด อสมท. ฯลฯ  การเสนอข่าวสารการบ้านการเมืองเป็นอย่างไรก็เห็นๆ กันอยู่ สิ่งที่เคยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมานานนับสิบๆ ปีก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้นในยุคปัจจุบัน

สำหรับโทรทัศน์ที่บริษัทเอกชนได้รับสัมปทานเข้าดำเนินการ (ช่อง 3  ช่อง 7) โทรทัศน์ของกองทัพบก(ช่อง 5) โทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์(เอ็นบีที) โทรทัศน์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจแต่รัฐบาลก็ยังกำกับดูแลอยู่ (ช่อง 9 ) โทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์(ช่อง 11-เอ็นบีที) โทรทัศน์สาธารณะ (ไทยพีบีเอส) การนำเสนอข่าว รายงานและการวิเคราะห์วิจารณ์ข่าวก็ไม่สู้จะแตกต่างกันมากนัก

ยกเว้นเอ็นบีที ที่ถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอามาใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามโดยไม่กระดากและละอายใจเลยแม้แต่น้อย ว่าการกระทำเช่นนั้นกระทบต่อการทำหน้าที่ของวิชาชีพสื่ออย่างร้ายแรง

เท่าที่สังเกตพบว่าในรอบปี 2552 ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ บทบาทของสื่อวิทยุและโทรทัศน์กระแสหลักเหล่านี้  เวลาเสนอข่าวจะเลือกเสนอเพียงบางประเด็นที่คิดว่าจะไม่ทำให้รัฐบาลขุ่นข้องหมองใจหรือโกรธเคือง นั่นคือเรื่องราวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะถูกตัดทิ้งไป ไม่นำเสนอหรือหากจะเสนอก็เสนออย่างเสียไม่ได้ เป็นต้นว่าพูดสรุปสั้นๆ ไม่ลงรายละเอียด ไม่มีภาพประกอบ หรือให้ดูภาพประกอบแต่ไม่ปล่อยเสียงคนพูดให้ผู้ชมได้ยิน  ไม่พูดถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ผลกระทบเป็นอย่างไรก็ไม่กล่าวถึง ทางออกของปัญหาควรจะเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจ

สรุปแล้ว ข่าวที่ได้ดูทางโทรทัศน์ในแต่ละวัน แต่ละเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างผิวเผิน ฉาบฉวย มองเห็นแต่เปลือกนอกเฉพาะบางเสี้ยวบางส่วน (หนักไปในทางที่จะเป็นผลบวกกับรัฐบาล) เท่านั้น นี่เองทำให้ “ความจริง” ของเหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมืองถูกปกปิดไว้อย่างจงใจของคนทำสื่อ

สถานการณณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คนเสื้อแดง  ขัดแย้งกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดำเนินมา 3-4 ปีแล้ว เกิดจลาจลเข้าขั้นกลียุค มีคนเจ็บคนตายไปมากมาย ความขัดแย้งแตกแยกรอวันแตกหักที่อาจเกิดความสูญเสียในหลายด้านจนมิอาจตีค่าเป็นเงินได้

แต่ลองไปสอบถามชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นพวกเสื้อแดง เสื้อเหลืองว่า รู้ไหมสังคมไทยยามนี้เกิดอะไรขึ้น  ในประเด็นใครขัดแย้งกับใคร ขัดแย้งด้วยเรื่องอะไร ประเด็นขัดแย้งในข้อกฎหมายและการเมืองคืออะไร ใครฝ่ายไหนมีความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมอย่างไร อะไรคือสาเหตุ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผิดหรือถูกอย่างไรตามที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้าง  วิกฤตของประเทศจะมีทางออกอย่างไร หากปล่อยให้ความขัดแย้งเนิ่นนานล่าช้าออกไปจะเกิดผลกระทบด้านใดบ้าง

สถาบันองคมนตรี สถาบันกองทัพ กระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ อัยการ ศาล) องค์กรตรวจสอบต่างๆ รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง ฯลฯ ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อการพังทลาย  เพราะเหตุแห่งการไม่ยอมรับของคนบางส่วน กระทั่งถูกเรียกขานว่า 2 มาตรฐานหรือไม่อย่างไร?

กรณียุบพรรค สั่งพักราชการเสธ.แดง การตรวจสอบกรณีที่ดินเขายายเที่ยง สนามกอล์ฟเขาสอยดาว  การทวงถามฏีกาคนเสื้อแดง การพิพากษาคดียึดทรัยพ์ 7.6 หมื่นล้าน การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ความอยุติธรรมต่างๆ ฯลฯ

คนไทยหมู่เหล่าต่างๆ จากภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ตะวันตก ใต้ เข้าใจกรณีต่างๆ เหล่านี้อย่างไร  จะเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่ รับรองว่าคนไทยจำนวนมากจะพูดกันไปคนละเรื่องละราวและอธิบายไม่ถูกว่าเวลานี้เกิดอะไรขึ้น

หากวิทยุและโทรทัศน์เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ให้โอกาสกับทุกฝ่าย นำเสนอความจริงในทุกมิติเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน คำถามที่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อไรจะจบเสียที ใครจะแพ้ใครจะชนะ  พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับเมืองไทยหรือไม่ ฯลฯ คงจะไม่ดังอื้ออึงเหมือนกำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้  ทั้งนี้ เนื่องมาจากไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงของเหตุการณ์ต่างๆ อย่างครบถ้วนนั่นเอง ได้ยินได้ฟังสื่อนำเสนอข่าวสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้แบบหยาบๆ  เล่นสำนวนโวหารตอบโต้กันไปมาทุกวันๆ เปรียบได้กับคนทะเลาะ ทุบตีทำร้าย เข่นฆ่ากัน ไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย

ผู้ชมผู้ฟังเห็นแต่ปรากฏการณ์เล็กๆ กระจัดกระจายไม่สามารถพยากรณ์แนวโน้มได้ว่ามีเงื่อนไขและปัจจัยที่จะนำไปสู่ข้อยุติหรือความรุนแรง

เปรียบได้ก็เหมือนกับสังคมไทยเวลานี้ป่วยไข้อยู่ในขั้นโคมา แต่เนื้อหาที่ได้จากโทรทัศน์และวิทยุกระแสหลัก  กลับไม่มีคำวินิจฉัยโรคว่ากำลังอยู่ในภาวะอันตราย  ทำให้ผู้คนในสังคมตายใจและเอาแต่สรวลเสเฮฮาอย่างมีความสุข สนุกสนาน  ทั้งๆ ที่ความจริง บ้านเมืองกำลังเดินไปสู่ห้วงเหวแห่งหายนะ

เป็นความรับผิดชอบของใคร  ถ้าไม่ใช่สื่อวิทยุและโทรทัศน์กระแสสหลักที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ในเมื่อสื่อวิทยุและโทรทัศน์ต่างเบี่ยงเบนไปจากการแสดงบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็น ผู้คนเลือกอยู่ข้างสีเหลือง สีแดง ต่างพากันปฏิเสธการรับสื่อกระแสหลัก แล้วหันไปบริโภคข่าวสารจากโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมโดยลงทุนซื้อจานดาวเทียมมาติดที่บ้าน อ่านสิ่งพิมพ์และดูเว็บไซต์ของพวกตัวเอง ขณะเดียวกันก็โจมตีสื่อกระแสหลักและพาลไม่ฟังวิทยุและไม่เปิดดูโทรทัศน์ช่องต่างๆ

ข้อเรียกร้องของสมาคมนักข่าวฯ ที่มีต่อสื่อกระแสหลักตามที่เขียนไว้ในรายงานให้สื่อมีความเป็นมืออาชีพที่ค้นหาความจริงมาตีแผ่ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ คงจะเป็นแค่ตัวอักษรบนกระดาษ เพราะดูเหมือนไม่มีสื่อกระแสหลักที่ไหนให้ความสนใจ!

…………..

ป.ป.ช.เลื่อนชี้ชะตา “จุรินทร์” คดียาง

January 16, 2010

ป.ป.ช.เลื่อนชี้ชะตา “จุรินทร์” คดียาง

คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ประจำวันพุธที่ 13 มกราคม 2553

นายเมธี ครองแก้ว กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการแทรกแซงยางพารา ปี 2536 ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เมื่อวันที่ 12 มกราคม ได้หยิบคดีดังกล่าวขึ้นมาหารือเบื้องต้น แต่เนื่องจากสำนวนยังไม่สมบูรณ์ จึงได้ส่งกลับไปให้อนุกรรมการปรับปรุงพร้อมสรุปสำนวนอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาทำสำนวนประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนนำกลุ่มมายังที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาว่าจะชี้มูลความผิดหรือยกคำร้องหรือไม่ เชื่อว่าจะพิจารณาได้ภายในเดือนมกราคมนี้ โดยคดีดังกล่าว นอกจากนายจุรินทน์ ซึ่งถูกล่าวหาในหลายประเด็นแล้ว ยังมีข้าราชการกระทรวงพาณิชย์และบริษัทส่งออกยางนับสิบรายได้ร่วมกระทำความผิดด้วย ดังนั้น จะต้องพิจารณาความผิดเป็นรายกรณีๆ ไป ส่วนจะถึงขั้นชี้มูลความผิดกับใครได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่จะพิจารณา

……………….

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ล้มหวยใต้ดินดีกว่า

January 16, 2010

ล้มหวยใต้ดินดีกว่า

คอลัมน์คาบลูกคาบดอก  โดย หมัดเหล็ก

คัดจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ประจำวันพุธที่ 13 มกราคม 2553

กรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ แสดงความเห็นผ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องที่รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามที่จะขวางการออกหวยบนดินหรือหวยออนไลน์ทุกวิถีทาง ใน อาการที่มีพิรุธ ระบุเกิดจากพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งมามีส่วนเกี่ยวข้องและมีผลประโยชน์ร่วมด้วย

โดยเฉพาะท่อน้ำเลี้ยง

จึงเป็นภารกิจพิเศษของพรรคการเมืองพรรคนี้มายาวนาน ที่มีหน้าที่ในการที่จะคัดค้านขัดขวางวิธีการจำหน่ายหวยอัตโนมัติ หวย 2 ตัว 3 ตัว ไม่เช่นนั้นพรรคก็จะขาดน้ำเลี้ยงที่สำคัญไปทันที

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าการชุมนุมขับไล่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ท่อน้ำเลี้ยงมาจาก เจ้ามือหวยใต้ดิน เช่นกัน ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า นักการเมืองและบริวาร ของนักการเมืองพรรคหนึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้การคุ้มครองธุรกิจหวยใต้ดินรวมทั้งการชุมนุม และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า นายทุนใหญ่หวยใต้ดิน เป็นเจ้าของร้านทองผู้กว้างขวางและเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งเช่นกัน

ต่อจิ๊กซอว์ดูแล้ว จะเห็นภาพว่าพรรคการเมืองพรรคนี้มีหลังฉากเป็นอย่างไร และ ทำไมหวยใต้ดินจึงได้รับการปกป้องคุ้มครองมาทุกยุคทุกสมัย ก็เพราะเม็ดเงินในธุรกิจหวยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้าน เป็นเงินที่หามาง่ายๆกลายเป็นเสือนอนกิน

จึงเกิดตำนาน 5 เสือกองสลากขึ้นมา คนกลุ่มนี้แหละที่ ชี้เป็นชี้ตายให้ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล แพงกว่าความเป็นจริง สิ่งที่ถูก กฎหมายมีความพยายามจะทำให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายรัฐบาลกลับไม่ให้การคุ้มครอง ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลระบุไว้ แค่ 80 บาท แต่รัฐบาลปล่อย ให้ขายเกินราคาเป็น 110 บาท แค่นี้ก็เอาเปรียบผู้บริโภคเกินไปแล้ว

ประชาชนต้องรับกรรมทุกที

การออกมาพูดความจริงของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่จะทำให้ชาวบ้านได้หูตาสว่างซะที อย่าเชื่อ ในสิ่งที่เห็น อย่าหลงใหลในภาพลวงตา จะตกเป็นเหยื่อ

ทำไมหวยที่ถูกต้องตามกฎหมายถึงไม่ผ่านรัฐบาลในยุคที่ผ่านมาและยุคนี้ด้วย ทำไมรัฐบาลที่พยายามดำเนินการนำเครื่องจำหน่ายหวยอัตโนมัติหรือหวยบนดิน 2-3 ตัวมาให้บริการประชาชนจึงถูกโค่น

ถึงบางอ้อซะที

ถ้ารัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีอคติกับหวยบนดินและไม่ได้อุ้ม หวยใต้ดิน ก็ขอให้ประกาศทำสงครามกับเจ้ามือหวยใต้ดินอย่างเด็ดขาด

สั่งให้กองสลากพิมพ์สลากกินแบ่งฉบับย่อยแบ่งขายในราคา 20-40 บาทออกมาควบคุมให้หวยรัฐบาลขายในราคากำหนด หรือจะประกาศให้ยกเลิกหวยและสลากทุกชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทยเลยก็ได้

จะกล้าทุบหม้อข้าวตัวเองหรือเปล่า

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ : เรียงคนมาเป็นข่าว

January 16, 2010

คอลัมน์ : เรียงคน มาเป็นข่าว โดย  วิหคเหินฟ้า

คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ประจำวันพุธที่ 13 มกราคม 2553

…รู้อยู่แล้วว่าเรื่อง “สองมาตรฐาน” เป็น “เชื้อไฟ” สำคัญที่ทำให้ “ม็อบเสื้อแดง” ขยายวง แต่สุดท้ายคำสั่งไม่ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรณี “บ้านเขายายเที่ยง” จึงทำให้ “ไฟ” สองมาตรฐานยิ่งลามทุ่ง

…ท่าดึงหรือยื้อต่อ กระแสต้านคงไม่แรงเท่านี้ แต่สั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ซื้อมาเป็นทอดที่ 3 จึงไม่มีความผิดเพราะ “ขาดเจตนา” ไม่แปลกที่จะมีการนำหลักการเรื่อง “ขาดเจตนา” ไปเทียบเคียงกับกรณี “ชิมไปบ่นไป” และคดี “ที่ดินรัชดาฯ”

…”เจตนา” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า “ตั้งใจ-จงใจ-มุ่งหมาย” ดังนั้น “ขาดเจตนา” จึงหมายความว่า “ไม่ได้ตั้งใจ-ไม่ได้จงใจ-ไม่ได้มุ่งหมาย”

…สมัคร สุนทรเวช ก็ “ไม่ได้ตั้งใจ” ที่จะเป็น “ลูกจ้าง” เพราะตามหลักกฎหมายแรงงานการเป็น “พิธีกร” ไม่ได้เป็นพนักงานประจำถือว่าเป็นการ “รับจ้าง” แต่สุดท้ายก็หลุดจากตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” เพราะการตีความตาม “พจนานุกรม”

…เรื่อง “ที่ดินรัชดาฯ” ขนาด หม่อมอุ๋ย สมัยเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือผู้บริหาร “กองทุนฟื้นฟูฯ” ก็ไม่คิดว่า “กองทุนฟื้นฟูฯ” เป็นหน่วยงานของรัฐ ทักษิณ ชินวัตร จึงอ้างได้ว่าประมูลที่ดินรัชดาฯ เพราะไม่รู้ว่าเป็น “ที่ดินของหน่วยงานรัฐ” ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ใช่ชื่อ คุณหญิงอ้อ เป็นคนประมูล นี่ก็ “ไม่ได้จงใจ”

…ตามปรัชญาของนักนิติศาสตร์ถ้า “ใครคนใดคนหนึ่ง” ไม่ได้รับ “ความยุติธรรม” จากกระบวนการยุติธรรม “เราทุกคน” ก็มีโอกาสที่จะได้รับความยุติธรรมด้วยเช่นกันปัญหาเรื่อง “สองมาตรฐาน” จึงมีความสำคัญ

…พล.อ.สุรยุทธ์ ที่เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นหัวหน้าชุดปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ไม่รู้จริงๆ หรือว่าที่ดินแปลงนี้เป็น “ป่าสงวนแห่งชาติ” ที่มีมติ ครม.ให้สิทธิทำกินแก่ชาวบ้านและทายาทเท่านั้น

…ที่ดินแปลงนี้คือ “ความฝัน” วัยชราของ พล.อ.สุรยุทธ์ ผู้รักษาป่าเป็นชีวิตจิตใจ ในหนังสือ “เส้นทางเหล็ก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” หน้า 257 บอกว่า “บิ๊กแอ้ด” ซื้อที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 (2537-2539) จริงหรือไม่จริง ลองแกะรอยดู

…ตามหลักฐาน นายเบ้าขายที่ดินให้ นพดล พิทักษ์วาณิชย์ ผู้รับเหมาเมื่อปี 2538 ราคา 6 แสนบาท พ.อ.สุรฤทธิ์ จันทราทิพย์ ซื้อต่อเมื่อปี 2540 ราคา 5 หมื่นบาท ส่วน พ.อ.หญิง คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ รับทอดมาเมื่อปี 2545 โดยไม่มีหลักฐานการซื้อขาย ยิ่งขายยิ่งไม่มีราคา แปลกจริงๆ

…ประเด็นที่น่าตาม 1.พ.อ.สุรฤทธิ์ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขนาดไหน และ 2. นายเบ้า หรือ พระเบ้า อัคคจิตโต เพิ่งบอกว่าขายที่ดินให้ “ผู้รับเหมา” ที่มากับทหาร 2 คน เมื่อปี 2536 และ 3.การซื้อขายที่ดินแปลงนี้มี “นอมินี” ถือที่ดินแทนกันหรือเปล่า

…น่ากลัวที่สุด คือ มาตรฐานเรื่อง “ขาดเจตนา” แล้ว “สั่งไม่ฟ้อง” เพราะจะทำให้ “นายทุน” กล้ากว้านซื้อสิทธิที่ดินทำกินในป่าสงวนฯ แบบเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ เพราะอย่างดีก็ถูกยึดคืนแต่ไม่ติดคุก

……………….

สองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน

January 12, 2010

สองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน โดย  สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์

คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันอังคารที่ 12 มกราคม 2553

คำว่า สองมาตรฐาน หรือ Double Standard ได้ถูกนำมาใช้ในราวต้นปี 2493

คำว่าสองมาตรฐานเริ่มเป็นที่ติดปากของคนไทยในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านและออกมาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีสองมาตรฐาน  แต่คำนี้กลับมาชัดเจนมากยิ่งขึ้นในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

สองมาตรฐาน เป็นการเปรียบเทียบการใช้แนวทางหรือมาตรฐานในการจัดการกับกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่ม ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน และมักจะถูกนำมาใช้เปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม

Read more

247 ล้าน ปราบม็อบ

January 11, 2010

คอลัมน์ฝ่าเปลวแดด   โดย  ดาวประกายพรึก

247 ล้าน ปราบม็อบ

คัดจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์   ประจำวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2553

อังคารที่ผ่านมา ครม. ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งหัวโต๊ะ ได้อนุมัติเงิน 247 ล้านบาท ซื้ออุปกรณ์ควบคุมการชุมนุม หรือพูดง่ายๆ เอาไว้ ปราบม็อบ นั่นแหละ

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. อ้างเหตุ ปีนี้จะมีม็อบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากลมารับมือ

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยรายละเอียดว่า การอนุมัติมี 2 รายการใหญ่ ๆ

รายการแรก เป็นของกองรักษาความสงบกองทัพบก 25 กองร้อย (กองร้อยละ 150 นาย) เป็นเงิน 70,893,750 บาท มีโล่ใส, กระบอง, หมวกนิรภัย และชุดเกราะ อย่างละ 3,750 ชิ้น

Read more

เบื้องลึกเลิก “หวยตู้” โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

January 11, 2010

เบื้องลึกเลิก “หวยตู้” โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

คัดจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ประจำวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553

สัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีทำให้คนประหลาดใจอีกครั้งด้วยการออกมาให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการให้ประชาชนซื้อลอตเตอรี่ผ่านเครื่องที่ขายโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่คณะกรรมการกองสลากได้มีมติให้ออกหวย 2 ตัว และ 3 ตัวขายผ่านเครื่องดังกล่าวโดยกำหนดวันขายครั้งแรกแล้วในต้นเดือนมีนาคม จู่ๆ นายกฯก็แสดงความไม่เห็นด้วย เกิดอะไรขึ้น!

Read more

ญี่ปุ่นเมินลงทุนไทยชาติแรก

January 7, 2010

ญี่ปุ่นเมินลงทุนไทยชาติแรก

คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ   ประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2553

ญี่ปุ่นระบุชัดปัญหามาบตาพุดส่งผลไทยไม่ใช่ประเทศน่าลงทุนอันดับ 1 อีกแล้ว จี้รัฐบาลแก้ปัญหาภายใน 2-3 เดือน “เจโทร” เตรียมจัดสัมมนาชี้แจงข้อมูลการแก้ปัญหาให้นักธุรกิจต่างประเทศรับทราบ แนะภาครัฐเจรจาแบงก์แก้ปัญหาไม่ปล่อยกู้ อุตสาหกรรมตั้งสำนักการมีส่วนร่วมประชาชนประสานจัดเวทีประชาพิจารณ์

Read more

Next Page »