“อภิสิทธิ์” ซะอย่าง
January 7, 2010
“อภิสิทธิ์” ซะอย่าง
โดย เฉลา กาญจนา
คอลัมน์การเมือง : ทัศนะวิจารณ์
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันพุธที่ 6 มกราคม 2553
บุคคลในข่าว โดย อินทรีเหล็ก
January 7, 2010
คอลัมน์ : บุคคลในข่าว
โดย อินทรีเหล็ก
คัดประเด็นจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำวันพุธที่ 6 มกราคม 2553
สับผลงาน“รัฐบาลเทพประทาน”
January 7, 2010
“ดาวประกายพรึก เดลินิวส์”
สับผลงาน“รัฐบาลเทพประทาน” สุดสามานย์ ! โกง
พอกความแตกแยก แทรกแซงสื่อ
คัดจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 19 ธันวาคม 2553
เหตุเพราะไม่จริงใจ
January 4, 2010
คอลัมน์บทนำมติชน: เหตุเพราะไม่จริงใจ
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2553
ไปๆ มาๆ สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่สามารถดำเนินไปสู่ความสำเร็จ ทั้งๆ ที่รัฐสภาอันประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ประชุมกัน นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน มีผลสรุปออกมาชัดเจนสำหรับคณะอนุกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่อนุกรรมการสมานฉันท์ อนุกรรมการปฏิรูปการเมืองและอนุกรรมการการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เป็นเพราะนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านขาดความจริงใจต่อกัน เอาแต่เล่นเกมเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและต้องการให้พรรคและพวกตนเป็นฝ่ายชนะ ส่วนฝ่ายตรงข้ามให้มันพ่ายแพ้และเสียเปรียบเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่ผลสรุปของคณะอนุกรรมการสมานฉันท์และคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเมืองถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โยนทิ้งอย่างไม่เป็นท่าอย่าว่าแต่ไม่นำมาพิจารณาเพือดำเนินการเลย แม้การพูดถึงก็ยังไม่ได้ยินจากปากนายอภิสิทธิ์ สำหรับ 6 ประเด็นที่เป็นข้อสรุปของคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ก็เล่นเชิงเพื่อซื้อเวลาให้รัฐบาลอยู่ไปนานๆ ด้วยการเสนอเรื่องการออกเสียงลงประชามติ ครั้นพรรคเพื่อไทยรู้ทันว่าจะตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจึงประกาศถอนตัวออกมาไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย ถ้ารัฐบาลอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดำเนินการกันไปเอง ในที่สุดบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาก็ออกมาเคลื่อนไหวเสนอแก้ไขแค่ 2 ประเด็น คือ เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้แก้เป็นเขตเดียวคนเดียว แทนที่จะเป็นเขตละ 3 คน และเรื่องการทำสนธิสัญญาตามมาตรา 190 พร้อมกันนั้นแกนนำ 2 พรรค ได้แสดงความไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ การที่พรรคเพื่อไทยถอนตัวไปไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้เพียง 2 ประเด็นก็ริบหรี่เต็มทน หรือแทบจะมองไม่เห็นความสำเร็จเลยเพราะการหาคะแนนเสียงให้ได้ครึ่งหนึ่งจากจำนนวนส.ส.และ ส.ว.เป็นเรื่องยาก ลำพังแค่การหาเสียงสนับสนุนจากลุ่ม ส.ว. 40 คน ก็ยังทำไม่ได้ เพราะมีหลายกรณีที่ ส.ส.ในกลุ่มนี้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างไม่ไว้หน้า ร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลบางฉบับไม่ผ่านวุฒิสภา แล้วนับประสาอะไรกับ ส.ว.ที่เหลืออีก 100 กว่าคน จะวางใจได้อย่างไรว่าจะหันมายกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการขัดแย้งแตกแยกในในหมู่นักการเมืองฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล และในฝ่ายรัฐบาลก็ใช่ว่าจะลงรอยกันเป็นเอกภาพกันเสียที่ไหน การที่พรรคร่วมยังอยู่เป็นรัฐบาลผสมกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะได้ประโยชน์จากการเป็นรัฐบาล แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่นอน เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง อาจจะมีการแตกขั้วอีกก็เป็นได้ เป็นที่แน่ชัดว่า หากปล่อยให้รัฐธรรมนูญใช้ไปเรื่อยๆ ในตอนเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะประกาศว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วได้จัดตั้งรัฐบาลงานแรกคือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้ พร้อมกันนั้นจะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายดังกล่าว มิได้เกิดประโยชน์เฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงนักการเมืองและคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก ถึงตอนนั้นอาจจะเกิด “วิกฤตรัฐธรรมนูญ” จนบ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มิใช่อะไร หากแต่เป็นเพราะนักการเมืองแต่ละพรรค แต่ละฝ่ายต่างยึดเอาประโยชน์ของพรรคและพวกตัวเองเป็นสำคัญ อะไรที่ตัวเองได้แล้วเกิดประโยชน์ก็จะเอา แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามได้ประโยชน์ก็จะไม่ยอมเด็ดขาด
มิใช่นักการเมืองในปัจจุบันเท่านั้นที่ขาดความจริงใจต่อกัน ย้อนกลับไปในอดีต ทั้งก่อน และหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักการเมืองที่ต่างก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกัน แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสภา กลับพูดจากันไม่รู้เรื่อง เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการจึงดำรงคงอยู่เรื่อยมา ต้องให้เกิดการนองเลือดจากเหตุแห่งความไม่พอใจของประชาชนและต่างพากันชุมนุมประท้วงเสียก่อน จึงค่อยหันหน้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังกรณีเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี 2535 เป็นตัวอย่าง บางทีประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2553 ก็ได้
…………………
1ปีรัฐบาลสอบไม่ผ่าน 99 วันยังโง่จนเจ็บ
December 31, 2009
1ปีรัฐบาลสอบไม่ผ่าน99วันยังโง่จนเจ็บ
เชื่อมั่นหดหาย60ล้านไร้สุข ปฏิบัติการไทยไม่เข้มแข็ง
คัดลอกจากคอลัมน์เศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ประจำวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2552
1 ปีของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลภายใต้ การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นหนักไปในเรื่องของการรณรงค์ ปลุกจิตสำนึก และการโฆษณาชวนเชื่อ
ขณะเดียวกัน นายกฯก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพูด และรับเชิญไปปาฐกถาตามงานต่างๆมากกว่าจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง ตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน หรือแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ทั้งยังให้ความสำคัญกับการปราบเสี้ยนหนามทางการเมือง โดยเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไม่ยอมปล่อยวาง แทนที่จะหันกลับมามุ่งมั่นตั้งใจลดผลกระทบที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยยังผลทำให้การส่งออกของประเทศซึ่งมีสัดส่วนต่อรายได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่า 70% ต้องทรุดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ กระทั่งส่งผลทำให้การผลิตก็ดี ตลอดจนถึงการจ้างงานก็ดี ลดลงไปโดยอัตโนมัติ
นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักจึงให้คะแนนรัฐบาลต่ำติดดิน บางสำนักอย่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึงกับให้รัฐบาลสอบไม่ผ่าน และแม้จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลแก้ตัวได้อีกในปีหน้าด้วยความหวังว่า รัฐบาลคงจะยกเครื่องการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ก็ตาม
แต่ในสภาพความเป็นจริง ปัญหาเศรษฐกิจหลายด้านอาจรอไม่ได้ และบางเรื่องอาจล่าช้าจนสายเกินกว่าจะกลับไปเริ่มต้นช่วยเหลือ หากรัฐบาล หรือหัวหน้ารัฐบาลยังคงบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะเดิมๆที่หลายคนเรียกว่า งกๆ เงิ่นๆ วนเวียนอยู่กับความคิดที่ไม่ก้าวหน้าไปไหน หรือไม่สามารถพอที่จะประมวลปัญหาสำคัญๆของบ้านเมืองออกมาเป็นมาตรการได้
ที่แย่กว่านั้นก็คือ หลายครั้งที่คำพูด และการกระทำของนายกฯยังคงย่ำอยู่กับบทบาทเก่าๆของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน หรือนายกรัฐมนตรีเงา แทนที่จะเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงอย่างที่ควรจะเป็น หรืออย่างที่อยากจะเป็นมาตลอดตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ในขณะที่หลายนโยบาย หรือมาตรการที่ออกมา เช่น เช็คช่วยชาติ หรือ 5 มาตรการ 6 เดือน ที่ช่วยในเรื่องของค่าน้ำ-ไฟ รถเมล์-รถไฟฟรี หรือพยุงราคาแก๊สให้ต่ำลง ก็ดูจะไม่ได้ผลอย่างที่หวังไว้ เพราะขาดทั้งข้อมูล และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ
ที่สำคัญรัฐมนตรีหลายคนมีความเห็นว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯหรือประเทศคู่ค้าฟื้นตัวดีขึ้น เศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตาม
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมรัฐบาลนี้จึงไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจกับตัวเลขจีดีพีที่ติดลบหนักตั้งแต่ไตรมาสแรก 7.1% ต่อด้วยไตรมาส 2 ติดลบ 4.9% ไตรมาส 3 ติดลบ 2.8% และทั้งปีคาดว่าจะ-3 ถึง-3.5% ขณะที่จีดีพีเพื่อนบ้าน และหลายประเทศในเอเชียเป็นบวก หรือแม้แต่จะเดือดร้อนกับตัวเลขความเสียหายของการถูกสั่งระงับการลงทุนในมาบตาพุดที่สูงถึง 600,000 กว่าล้านบาท
พรรคฝ่ายค้านดูจะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ตรงจุดกว่าก็ตรงที่บอกว่ารัฐบาลเหมือนนักพรต ที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว คืนสู่สามัญ กระบวนท่าสูงสุดที่ใช้คือ การไร้กระบวนท่า หมายความว่า การบริหารราชการสูงสุด คือ การไม่ต้องบริหารราชการ
แต่อีกพวกที่รู้จักตัวตนของผู้นำรัฐบาลคนนี้ดี บอกว่า วุฒิภาวะ และทักษะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเขาไม่มีก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้ และถ้าไม่คุ้นกับการเข้าสังคม เขาก็คงไม่เข้าใจหรอกว่า ปัญหาของมนุษย์ปุถุชนคืออะไร และสำคัญหรือไม่เพียงใด?!
ยกเลิกคำสั่ง
ไล่สหภาพฯออก
เรื่องที่สะท้อนตัวตนของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 คนนี้ได้เป็นอย่างดี หนึ่งใน 5 เรื่องที่ ทีมเศรษฐกิจ หยิบยกมานำเสนอ ก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใช้รถไฟในการเดินทางและขนส่ง จากการที่สหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หยุดเดินรถไปเฉยๆ 13 วัน เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ทางการเมือง และประท้วงแผนการปฏิรูปโครงสร้างการรถไฟไทย นี่เอง
ก่อนหน้าที่สหภาพฯจะสั่งหยุดเดินรถสายใต้ จากสุไหงโก-ลก-หาดใหญ่นั้น เราต่างทราบดีว่า รถไฟไทยที่มีอยู่อายุอานาม 126 ปี ไม่เคยปรับปรุงองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการเดินรถ ขณะที่ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินทั่วประเทศกว่า 200,000 ไร่ มีมูลค่ามหาศาลเพียงพอที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกิจการของรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การรถไฟฯมีผลการขาดทุนสะสมกว่า 72,850 ล้านบาท มีพนักงานที่ขาดประสิทธิภาพในการเดินรถซึ่งส่วนใหญ่ไม่เมาก็มักจะหลับใน มีหัวรถจักรที่ใช้จนเก่าคร่ำครึมากว่า 40 ปี โดยไม่เคยซื้อใหม่ เพราะจะซื้อทีไร สหภาพฯก็มักจะขอเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แล้วก็ล้มประมูลทุกครั้ง
ที่สำคัญ ไม่เคยมีนักการเมืองหรือผู้ว่าการการรถไฟฯคนใดกล้าแตะต้อง เพราะแกนนำสหภาพฯกลายเป็นกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ให้การหนุนหลังพรรคการเมืองต่างๆเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันมาตลอด
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป และความต้องการพัฒนาระบบการคมนาคม และการขนส่งให้สามารถรองรับระบบโลจิสติก เพื่อลดต้นทุนการขนส่งเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การรถไฟฯก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่ และฟื้นฟูฐานะการเงินเพื่อให้สามารถรับภาระเดินรถสายสำคัญๆอย่างรถไฟฟ้าสายสีแดง หรือแอร์พอร์ตลิงค์ ภายใต้แผนแม่บทที่กระทรวงคมนาคมวางแผนไว้ได้
แต่แผนปรับปรุงโครงสร้างฉบับนี้กลับถูกคัดค้านอย่างหนัก ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าจะนำกิจการรถไฟฯไปขายให้แก่เอกชนทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และถึงจะรู้สหภาพฯก็ยังแสดงความไม่พอใจด้วยการประท้วงหยุดเดินรถถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยครั้งสุดท้ายที่แกนนำสหภาพฯสั่งให้หยุดเดินรถในวันที่ 16 ต.ค. และยืดเยื้อไปถึง 13 วันนั้น ได้สร้างความเสียหายไปสูงถึง 75 ล้านบาท ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้ เนื่องจากมีรถไฟหยุดให้บริการไปถึง 366 ขบวนด้วยกัน
กรณีนี้แม้ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ยุทธนา ทัพเจริญ จะพยายามอธิบายแผนการปฏิรูปการรถไฟฯอย่างไร สหภาพฯก็ยังยืนกรานจะหยุดเดินรถต่อไปด้วยข้ออ้างรายวันที่สุดแต่จะหยิบยกขึ้นมา
ช่วงเวลานั้น คงมีแต่ รมว.คมนาคม ผู้ว่าการการรถไฟฯ และปลัดกระทรวงคมนาคม
สุพจน์ ล้อมทรัพย์ เท่านั้น ที่พยายามแก้ปัญหากันโดยลำพัง ด้วยการขอให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุไปแล้ว กลับเข้าไปช่วยขับรถไฟแทน ควบคู่กับนักเรียนการรถไฟฯเพื่อให้สามารถวิ่งบริการรถรับส่งผู้โดยสาร โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่ตกรถอยู่ร่วม 1,000 คน ให้สามารถไปเรียนหนังสือตามปกติได้ พร้อมกับขอคำสั่งศาล และความช่วยเหลือจากตำรวจตระเวนชายแดน และทหารยึดหัวรถจักร 4 คันที่ถูกยึดไปคืนจากสหภาพฯ
การใช้มาตรการเด็ดขาดของโสภณ ที่ประกาศจะลงโทษพนักงานเกี่ยวข้อง ทำให้มีผู้กลับใจขอกลับเข้าทำงานตามปกติ 100 คน ส่วนหัวโจก 6 คน ถูกไล่ออกหมด เช่นเดียวกับแกนนำสหภาพฯอีก 5 คน ที่โสภณสั่งให้ผู้ว่าการการรถไฟฯยื่นฟ้องศาลเพื่อบอกเลิกการจ้างงานทันที
มาถึงตรงนี้ คนที่โทร.มาเซ้าซี้ซ้ำๆซากๆเพื่อขอให้โสภณยกโทษให้แก่หัวโจก และแกนนำที่ร่วมกันก่อความเดือดร้อนแก่รัฐและประชาชนรวม 11 คน โดยการยกเลิกคำสั่งไล่ออก แล้วให้ทั้งหมดกลับเข้าทำงานตามปกติก็คือ นายกฯอภิสิทธิ์ นี่เอง…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!
ย่ำอยู่กับที่…
เท่ากับการถอยหลัง
สภาพการณ์ในธุรกิจท่องเที่ยวไทยในปี 2552 อาจจะถือเป็น “มหาวิกฤติ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับดินแดนที่ได้ชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม เพราะความขัดแย้งทางการเมือง และการชุมนุมประท้วงตลอดปี 2551 เรื่อยมาถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิในปลายปี กับเหตุจลาจลกลางเมืองในเดือน เม.ย.2552
ทำให้รัฐบาล 28 ประเทศออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยว ให้ระมัดระวังการเดินทางเข้าประเทศไทย ส่งผลให้ทุกๆ เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ไทยมีอันต้องสะดุดหยุดลง ภาพพจน์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยวที่เคยมองคนไทยเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีได้สูญสิ้นไป และแปรเปลี่ยนเป็นขัดแย้งทางการเมืองที่น่าขนหัวลุก
ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป การท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ยิ่งถูกซ้ำเติมหนักขึ้น
แต่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าก็คือ การที่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใดๆในอันที่จะกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในทุกรูปแบบเช่นที่ประเทศต่างๆทำ หรือทุกสายการบินในภูมิภาคทำกัน เพื่อแย่งผู้โดยสารขึ้นสายการบิน หรือเข้าประเทศตน
รัฐบาล โดยเฉพาะผู้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯไม่ได้ต่อสู้กับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจัง ทั้งยังยอมศิโรราบต่อการกระตุ้น การดำเนินการใดๆนอกกรอบที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลอยู่
ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ย้ำชัดว่า เขาไม่อยากเข้าไปล้วงลูก หรือแก้ปัญหาตัวเลขนักท่องเที่ยวที่รัฐมนตรีจากพรรคนี้ดูแลอยู่ พร้อมกับยอมรับง่ายๆภายใต้กรอบที่ไร้กระบวนท่าว่า ตราบเท่าที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยก็ไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงต้องประเมินว่า ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ไทยก็คงจะฟื้นได้ยากมาก!!
สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แม้จะใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อผลักดันให้ “การท่องเที่ยว เป็นวาระแห่งชาติ” แต่หลังจาก ครม. มีมติไปแล้ว ก็กลับไม่มีแผนปฏิบัติการใดที่จะทำให้วาระแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ธุรกิจการท่องเที่ยวโดยรวมสามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่นักท่องเที่ยวหดหายไปอย่างฮวบฮาบเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ปลายปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้นเป็น 12.44 ล้านคน กระทั่งสามารถจะคาดการณ์ได้ว่า จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ตัวเลขอาจไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่เป้าหมาย 13.5-14.1 ล้านคนได้ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯอ้างว่าได้ใช้งบพิเศษจำนวน 1,936 ล้านบาท ไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูภาพลักษณ์ และกระตุ้นการเดินทางของคนไทยก็ตาม
แต่โดยความเป็นจริง การกลับมาของนักท่องเที่ยวหาได้เป็นผลงานของรัฐบาล หรือดอกผลจากเศษเงินที่เหลือจากการนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีไม่
หากแต่เป็นเพราะความวุ่นวายทางการเมืองได้สงบลงชั่วขณะในช่วงเทศกาลวันพ่อและปีใหม่ ขณะที่ความเป็นประเทศไทย และความสวยงามทางธรรมชาติยังคงขายได้ตลอดกาลต่างหาก
ที่ดูจะหน้าไม่อายอย่างมากก็คือ ไม่มีใครเลยสักคนจะมองย้อนกลับไปดูว่า แท้ที่จริงแล้วเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจริงๆควรขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เช่นในปี 2552 ควรเพิ่มขึ้นเป็น 15.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 15% ขึ้นไป และมีรายได้รวมสูงถึง 595,000 ล้านบาท ตัวเลขที่ได้มาเพียง 13-14 ล้านคน จึงหาใช่สิ่งที่ควรจะภูมิใจไม่ยิ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนจะพบว่า จำนวนนั้นลดลงไปไม่น้อยจากที่เคยได้ 14.6 ล้านคน
นี่จึงถือเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลสอบไม่ผ่าน เพราะมีความสามารถบริหารประเทศได้แต่เฉพาะเชิงรับ ทั้งๆที่รายได้ของอุตสาห-กรรมท่องเที่ยวนั้นถือเป็นรายได้เงินตราต่างประเทศ ในหมวดที่สูงที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนเลยสักบาทเดียวก็ตามที
สภาพคล่องเหือด แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ
ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ จำกัดการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างธุรกิจเอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจขนาดย่อม และขนาดกลางอย่างรุนแรง จนกระทั่งเกิดสภาวการณ์ที่เรียกว่าสภาพคล่องเหือดในหมู่ธุรกิจเอสเอ็มอี มีผลให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินงานถึงขั้นที่มีธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องตายไป
จากตัวเลขยอดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบที่แสดงการถดถอยอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี สินเชื่อทั้งระบบอยู่ที่ 6,638,076 ล้านบาท ปรับตัวลดลงไปถึง 211,454 ล้านบาท หรือลดลง 3.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่สินเชื่อเพื่อการผลิต ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์เมื่อสิ้นปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 1,508,378 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 116,269 ล้านบาท หรือลดลง 7.70% โดยสินเชื่อเพื่อการผลิต ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ลดระดับลงมาอยู่ที่ 1,392,109 ล้านบาท
ระหว่างทางที่ภาคธุรกิจเอกชนหวั่นไหวว่า พวกเขาจะล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ก็กลับมีข้อตอบโต้ และถกเถียงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่เนืองๆว่า เหตุที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ หรือไม่ยอมปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเลย ก็เพราะกฎเหล็กเกี่ยวกับการสำรองหนี้ของ ธปท.นั่นเอง ขณะเดียวกัน กฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ไม่เปิดช่องให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือกิจการใดเหมือนเคยแล้ว
ช่วงเวลานั้น ถ้ากระทรวงการคลังไม่ตัดสินใจใช้ธนาคารเฉพาะกิจ 6 แห่ง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ในการอำนวยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจล่ะก็
คงมีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่อาจจะต้องล้มหายตายจากไป ในเวลาเดียวกัน ก็คงจะมีคนจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ต้องตกงานไปด้วย
ทั้งนี้ เพราะนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยรวม ดูจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลสักเท่าไหร่ ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณเกิดความล่าช้าอย่างมาก ส่วนการแจกเช็คช่วยชาติ หรือใช้มาตรการช่วยเหลือโดยการให้ค่าน้ำ และค่าไฟฟรี หรืออุดหนุนราคาแก๊สเพื่อช่วยเหลือประชาชน กลับไม่ได้ให้ผลโดยตรงแก่คนที่มีปัญหา ไม่มีงานทำ หรือเดือดร้อนจริงๆ ที่แย่กว่าก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่าไทยเข้มแข็ง 2555 ดูจะไกลเกินกว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจถดถอยในปี พ.ศ.2552 ต่อเนื่องถึงปี พ.ศ. 2553 ได้
อย่างไรก็ตาม หลังภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และความเชื่อมั่นเริ่มกลับคืนมา สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารพาณิชย์ ก็เริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 4 เมื่อมีการอนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มรับเหมาโครงการภาครัฐ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเกษตรแปรรูป
อย่างไรก็ตาม แรงหนุนที่คาดหวังกันว่าจะได้รับจากโครงการไทยเข้มแข็งภายใต้วงเงินลงทุน 1,430,000 ล้านบาท หลังจากที่นายกฯอภิสิทธิ์ ไปกดปุ่มเปิดโครงการเมื่อเดือน ต.ค.นั้น กลับมีการเบิกจ่ายจริงเพียง 20,000 ล้านบาท
อานิสงส์ที่ภาคธุรกิจเอกชนได้รับจริง จึงเป็นการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่งนั่นเองที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือธุรกิจได้ 4,457,876 ราย ในวงเงินรวม 1,009,736 ล้านบาท หรือคิดเป็น 108.93% ของเป้าหมาย โดยได้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อไปแล้ว 987,449 ล้านบาท หรือ 106.52% และธนาคารที่ทำยอดช่วยเหลือภาคธุรกิจได้มากที่สุดก็คือ ธนาคารออมสิน นั่นเอง ที่อนุมัติสินเชื่อไป 1,107,439 ราย ในวงเงิน 424,446 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายถึง 174.96%
เศรษฐกิจโลกเจ๊ง
จะผลักดันส่งออกทำไม?!
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ เพราะกำลังซื้อเริ่มจะกลับมา ทำให้ผู้ส่งออกไทยเองเริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น ยังผลให้การส่งออกในเดือน พ.ย. มีมูลค่ารวม 13,840 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวเป็นบวกสูงถึง 17.2% โดยเป็นบวกครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551 เป็นต้นมา
ผลจากการนี้ยังทำให้การคาดการณ์มูลค่าการส่งออกในไตรมาสสุดท้ายของปี อาจสูงถึง 42,000 ล้านเหรียญ หรือขยายตัวเป็นบวกได้ถึง 7% ของมูลค่ารวมการส่งออกเป็นครั้งแรกในรอบปีด้วย
กรณีข้างต้น น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพราะการส่งออกถือเป็นสัดส่วนต่อรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 70% ถ้าส่งออกโต ผลผลิต รวมถึงการจ้างงาน และรายได้ ของคนในประเทศก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน และเปราะบาง มูลค่าส่งออกจริงในเดือน พ.ย. จึงยังมีอัตราต่ำกว่าการส่งออกในเดือน ก.ย. และเดือน ต.ค. ก่อนหน้าซึ่งมีมูลค่า 14,904.9 ล้านเหรียญ และ 14,812.7 ล้านเหรียญ พอสมควร ประกอบกับการที่เงินบาทแข็งค่ามาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเวียดนามที่เพิ่งลดค่าเงินดองลง 5.45% ทั้งยังมีแนวโน้มจะลดค่าเงินลงอีกในเร็วๆนี้ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ชะลอการซื้อสินค้าไทย เพื่อรอดูทิศทางค่าเงินดองอีกครั้ง
ว่าแต่การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดขึ้นมานั้น ไม่สามารถอ้างเอาเป็นเครดิตความดีความชอบของรัฐบาลได้
เพราะตลอดช่วงเวลาที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วงจากกำลังซื้อที่หดหายไปอย่างฮวบฮาบของประเทศผู้ซื้อ รัฐบาลกลับไม่เคยมีนโยบายใดเลยที่ชัดเจนในการช่วยเหลือภาคการส่งออกของประเทศ แม้บรรดาผู้ส่งออกจำนวนมากจะร้องเรียนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อขอให้ช่วยเหลือด้านเงินทุน สภาพคล่อง และมาตรการสนับสนุนการส่งออก
แต่หลายมาตรการที่ถูกเสนอไปตั้งแต่ต้นปี โดยกระทรวงพาณิชย์ ทั้งที่ขอรับการสนับสนุนด้านการเงิน การขอคืนภาษีมุมน้ำเงิน หรือการขอลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนถึงการร้องขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังพิจารณาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อทำให้เงินบาทอ่อนค่าให้เกิดความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศคู่แข่ง กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งๆที่ปี 2552 จัดเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของการส่งออกไทยซึ่งตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้แต่ความพยายามจะขายพืชผลการเกษตรที่รัฐรับจำนำ หรือประกันราคาออกไป ยังมักจะถูกเตะตัดขาอยู่ตลอด
การไม่ดำเนินการใดๆเช่นนี้ รัฐบาลมักจะอ้างเสมอว่า ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก่อน เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกเจ๊งเหมือนกันหมด จะผลักดันการส่งออกไปทำไมมี?!
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดมูลค่าการส่งออกของไทยจึงสาละวันเตี้ยลงมาโดยตลอด นับแต่ไตรมาสแรกที่ติดลบไป 20.54% ไตรมาสที่ 2 ติดลบ 26.20% ส่วนไตรมาสที่ 3 แม้จะกระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังติดลบ 17.70% ส่วนไตรมาส 4 แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตจากมาบตาพุดที่หายไป อาจทำให้สถานการณ์ส่งออกดิ่งเหวลงอีก ในขณะที่จีดีพีอาจติดลบมากกว่า 3-3.5%
วิกฤติมาบตาพุด
ฉุดเศรษฐกิจพินาศ
มากกว่า 10 เดือนแล้วที่รัฐบาลไม่สามารถหาข้อยุติเพื่อช่วยเหลือหรือบรรเทาความเดือดร้อนของนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้ นับตั้งแต่ถูกศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นเขตควบคุมมลพิษ
ในขณะที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ดำเนินการใดๆเพื่อรักษาการลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ หรือแม้แต่สำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมลพิษเพื่อดูแลสุขอนามัยของคนในพื้นที่
กระทั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ให้ระงับการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์เป็นรายๆไปได้ว่า โครงการลงทุนต่างๆดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด ได้ผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EIA: Environmental Impact Assessment และ HIA:Health Impact Assessment) รวมทั้งปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 (2) เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นแหละ
รัฐบาลถึงได้รับรู้ว่า กรณีนี้อาจสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงคร่ำครวญจากเอกชน โดยเฉพาะจากบริษัทใหญ่ๆอย่าง บมจ.ปตท. และปูนซิเมนต์ไทย หรือต่างชาติที่ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่นซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกระงับการลงทุนด้วยว่าแต่ละบริษัทไม่สามารถสร้างผลผลิต อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งกระบวนการ รวมถึงโรงงานเหล็ก และโรงงานไฟฟ้า ซึ่งประเมินมูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 330,000 ล้านบาทได้
แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆในลักษณะที่เป็นสัญญาณให้เห็นการตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หรือบูรณาการเพื่อให้เกิดการร่วมมือกันในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ จะมีก็แต่จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 4 ฝ่ายขึ้นโดยมี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตามคำร้องขอของภาคเอกชน ซึ่งคาดหวังว่า รัฐบาลจะจัดการกับปัญหานี้ได้ภายในระยะเวลาไม่นานนัก เท่านั้น
กระนั้นการจะหวังให้นายอานันท์เป็นโอสถทิพย์เพื่อพลิกฟื้นภาพพจน์การลงทุนของประเทศให้กลับคืนมา อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวไป เพราะนายอานันท์ดูจะเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าของเอ็นจีโอในไทย ทั้งยังประกาศด้วยว่า คณะทำงานของเขามีหน้าที่วางแผนระยะยาว จัดตั้งองค์กรอิสระ ทำพิมพ์เขียวของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมถึงจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชน ดังนั้นจึงไม่อาจที่ใครจะมากำหนดระยะเวลาเสร็จสิ้นตามความต้องการได้
พูดง่ายๆ ก็คือ สั่งไม่ได้ และเป็นเกราะกำบังให้แก่รัฐบาล ก็ไม่ได้เช่นกัน!!
ส่วนรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการบรรเทาความเดือดร้อนของนักลงทุน และสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทำการสำรวจตรวจสอบโครงการเก่า หรือดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ กลับไม่ได้ใส่ใจดำเนินการใดๆ หรือมีคำตอบที่ชัดเจนว่า ใครจะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และการประเมินนี้จะใช้เวลานานเพียงใด
คงปล่อยให้เอกชนแต่ละรายยื่นเรื่องชี้แจงต่อศาลเอง ขณะเดียวกัน ยังต้องแบกรับภาระการขาดทุนไว้เอง ขณะที่หนี้ที่กู้มาลงทุนอาจเสี่ยงชำระไม่ได้ หากไม่มีผลผลิตออกจากโรงงานตามกำหนด
ที่สำคัญ นักลงทุนหลายคนออกจะสงสัยว่า คนไทยส่วนใหญ่ ปล่อยให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร
โดยเฉพาะถ้าบทบัญญัตินั้นๆจะทำให้เม็ดเงินลงทุนหายไปจากประเทศไทยในช่วง 5 – 10 ปีข้างหน้า จนส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดยาวกว่าที่คิด หรือเกิดความเสียหายโดยรวมสูงถึง 620,000 ล้านบาท ในขณะที่อาจจะมีผู้คนตกงานกว่า 40,000-50,000 คน และธนาคารใหญ่ๆที่
ปล่อยกู้แก่โครงการต่างๆต้องมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นกว่า 78,000-100,000 ล้านบาท.
ทีมเศรษฐกิจ
นักวิชาการประเมิน 1 ปีรัฐบาล
December 25, 2009
นักวิชาการประเมิน “1ปีมาร์ค” สอบตก “การเมือง-เศรษฐกิจ”
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552
น้ำเสียงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในงานแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ดูจะแสดงความพออกพอใจกับการแก้ปัญหาในทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมทั้งอ้างดัชนีความสุขของคนไทยที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะยอมรับว่ายังไม่พอใจเรื่องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ตามแต่ก็สำทับด้วยการยืนยันว่า “ได้แสดงออกถึงมาตรฐานความรับผิดชอบและการเอาจริงในปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน”
อย่างไรก็ดี มีคำถามหลักมากมาย ซึ่งหากจับในเชิงโครงสร้างการเมือง-เศรษฐกิจ โดยด้านการเมืองและความมั่นคง แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเดินหน้าทำให้ระบบการเมืองทำงานได้ ผ่านกฎหมายและสัญญาระหว่างประเทศหลายสับฉบับ และมาตอบกระทู้เป็นประจำ และเชิญชวนทุกฝ่ายมาสมานฉันท์
อย่างไรก็ดี นั่นก็เป็นการทำหน้าที่ในแง่งานประจำที่เป็น “ท่าบังคับ” ของการเมืองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา แต่ปัญหาในเชิงโครงสร้างการเมืองและประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่แท้จริงและสืบเนื่องมายาวนาน ซึ่งดอกผลคือทำให้เกิดความขัดแย้งปะทุเรื้อรัง รัฐบาลได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือจะเงี่ยหูฟังเสียงที่เห็นแตกต่าง พร้อมทั้งยอมรับความจริงและเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจังหรือไม่
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ แห่งคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยตั้งคำถามไว้เมื่อรัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือน ถึงย่างก้าวของประชาธิปไตยจะก้าวเดินอย่างไร เพราะขณะนี้สังคมไทยยังมีประชาธิปไตยอยู่ 2 แบบ ระหว่างประชาธิปไตยของชนชั้นนำ ที่ยังมีพลังมากกว่าและประชาธิปไตยของประชาชน ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่พร้อม
สิ่งที่ปรากฎมาตลอดสำหรับรัฐบาลรวมถึงทีมโฆษกรอบๆ ตัวนายกฯ ในการแก้ปัญหาการเมืองแลการทำให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย คือมักจะพบแต่ภาพการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำรุนแรง ด้วยมุมมองที่มองคนอื่นต่ำกว่า เช่น ไม่รักชาติ ทรยศชาติ ฯลฯ
การริเริ่มการสร้างความสมานฉันท์ โดยยกการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนำประชามติมาเป็นเครื่องมือ ที่นายกฯ แถลงผลงานเป็นจุดขาย เอาเข้าจริงแล้ว ทุกคนก็พอจะรู้ว่าฝ่ายใดต้องการแก้อะไร แค่ไหน เพื่อให้ได้ความได้เปรียบที่สุดในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าจะเกิดในเวลาอันใกล้
ผลคือ รัฐธรรมนูญจึงถูกลดทอนให้เป็นประเด็นเชิงเทคนิคเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าการทำให้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งซึ่งให้หลักประกันเรื่องความเสมอภาค ความยุติธรรมในสังคม ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน
เรื่องนี้จึงชี้ชัดว่า เป็นสิ่งที่นายกฯ ตีประเด็นไม่แตก หรืออาจจะแตก แต่ก็ติดที่ปัจจัยเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล จนไม่สามารถก้าวข้ามการแก้ไขปัญหาการเมืองแบบผิวเผินไปสู่การแก้ปัญหาการเมืองที่แท้จริงซึ่งหยั่งรากลึก
ส่วนมิติการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา ที่เกี่ยวโยงกับการจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดูจะเป็นข้ออ่อนในการจัดการของรัฐบาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัดที่ใช้การเมืองภายในนำการทูต โดยให้คุณค่าชาตินิยมไทยอย่างมาก จนมีคำถามว่า เป็นการให้คุณค่าชาตินิยมใหญ่โตเกินคุณค่าที่แท้จริงในสายตาเวทีระหว่างประเทศหรือไม่ และประเทศอื่นจำเป็นต้องยอมตามสิ่งที่ทางการไทยต้องการทุกอย่างด้วยหรือ
กระทั่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. อดีต รมช.ต่างประเทศ และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองแท้ๆ ยังต้องออกมาแสดงจุดยืนตำหนิรัฐบาลในวงสัมมนาวิชาการหลายครั้ง
ขณะที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ในมิติที่เชื่อมโยงไปถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่นายอภิสิทธิ์ยังหนักใจ ซึ่งอันที่จริงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หนักไปทางโฆษณาชวนเชื่อมากกว่านโยบายจริง เพราะวางฐานไปที่โครงการ โดยที่โครงการต่างๆ ไม่ได้วางอยู่บนงานวิจัย แม้บางเรื่องจนอยู่บนพื้นฐานพลังทางสังคมที่พยายามผลักดันประเด็นมาก่อน เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ การศึกษา
ผลคือโครงการต่างๆ จึงเป็นเพียงการ “ปั้น” จากการต่อรองทางการเมือง ตามที่ “นวลน้อยตรีรัตน์” แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า “การซอยโปรเจ็คต์ย่อย ภายใต้โครงการใหญ่ ได้ทั้งเงินและฐานเสียงด้วย ถึงทำให้เห็นว่าโครงการไม่ชัดเจน แต่ต้องเร่งทำและโครงการที่ซอยย่อยพวกนี้ภายใต้โปรเจ็คต์ใหญ่ก็ผ่านง่าย ทั้งนี้ แผนไทยเข้มแข็ง รายละเอียดความชัดเจน เช่น จะบรรลุอะไร บรรลุอย่างไร แต่ละเรื่องมีน้อยมาก แทนที่จะดูผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจ การต่อรองการเมืองจึงกลายเป็นประเด็นหลักว่า โครงการอันไหนจะอยู่หรือจะไป”
ปรากฎการณ์ที่ประจักษ์คือ ข่าวฉาวโฉ่เรื่องโครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข และคำถามสำคัญว่าบรรดาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนแหล่งน้ำทั้งหลาย มีตัวชี้วัดอะไรหรือไม่ ว่าจะทำให้ประเทศได้ผลคุ้มทุนในอนาคต ซึ่งเงินที่นำมาทำก็เป็นเงินที่กู้มา และในอนาคตคงต้องโดนเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อไปใช้หนี้
ขณะเดียวกัน โครงการใหญ่ๆ อย่างรถเมล์เอ็นจีวี จะถูกจับตามากขึ้น และมีข้อมูลจากหน่วยงานคัดง้าง แต่ตัวนายกฯ เองก็ไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดยกเลิกโครงการ ทำได้เพียงแค่ชะลอและสร้างเงื่อนไข ซึ่งจุดนี้สะท้อนถึงความกระอักกระอ่วนของนายกฯ ที่ไม่สามารถมีอำนาจจัดการเด็ดขาด แม้จะประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อไว้ตั้งแต่แรก
ส่วนมิติเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งศาสตราจารย์ของเมืองไทย อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร พูดมากตลอดในช่วงสิบปีมานี้ถึงการสร้างสังคมที่ยอมรับกันว่าแฟร์ หมายถึง ต้องเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาสความมั่นคงในชีวิต การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะการปฏิรูประบบภาษี และการเข้าสู่รัฐสวัสดิการ แต่รัฐบาลก็เพียงยกประเด็นขึ้นมาพูดเรื่องภาษีที่ดิน ซึ่งเรื่องที่คืบคลานไปอย่างต้วมเตี้ยม
รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ อาจจะดีใจกับดัชนีเรื่องความสุขของประชาชน แต่ทำไมในหลายพื้นที่ยังต่อต้านรัฐฐาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัดซึ่งการต่อต้านนั้นก็มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจ ที่เรื้อรังมานานนั่งเอง
หากรัฐบาลยังนั่งยิ้มอย่างเป็นสุข โดยไม่คิดถึงการแก้ไขปัญหาเชิงลึกอย่างจริงจัง ถึงวันไฟนอลในคราวเลือกตั้ง ก็พอจะเดาถึงผลสอบที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง จะตัดสินให้เกรดได้ไม่ยาก
……………..
สัมภาษณ์หมอเสริฐ 1 ปีรัฐบาล
December 25, 2009
สัมภาษณ์พิเศษ: “หมอเสริฐ” ประเมินรัฐบาล ผลงาน1ปี
“สอบตก” ด้านท่องเที่ยวล้มเหลวสิ้นเชิง
บทสัมภาษณ์ นพ.ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เพื่อประเมินการทำงาน 1 ปีของรัฐบาล
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2552
- ปัญหาของไทยตอนนี้คืออะไร
ปัญหาตอนนี้คือ ไม่ได้เป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดกันเมื่อเกิดปัญหานี่ขึ้นก็ทำให้ทุกอย่างลำบาก ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของไทยในหลายด้าน เปรียบได้กับการไปซื้อบ้านอยู่คนเดียว แล้วไม่มีเพื่อนบ้านชอบเราเลย ทำอะไรก็ลำบาก ส่วนวิธีแก้ไขที่รัฐบาลทำอยู่ก็คือ การเอาชนะกัน ต่อสู้กันและต่อสู้เพื่อให้อยู่ได้นานที่สุด
ปัญหาของบ้านเราขณะนี้ เรื่องความคิดเห็นที่แตกแยกแบ่งเป็นสีต่างๆนั้น ไม่น่าห่วงเท่ากับปัญหาทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านเพราะที่ประเทศรอบบ้านไม่มีความสุขกับเรา ถึงแม้จะเก่งอย่างไรก็ทำอะไรได้ลำบาก เพราะนอกจากจะไม่ชอบเราแล้ว ทุกประเทศยังจับมือกัน โดยที่ไม่ให้เราเข้าร่วมด้วย เช่น ความร่วมมือทางอากาศของกลุ่มซีเอ็มแอลวี (CMLV ย่อมาจาก Cambodia Myanmar Lao Vietnam)ประกอบด้วยกัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม ที่ได้ทำความตกลงยกเว้นค่าธรรมเนียมการบินของไทยบินผ่านน่านฟ้าของประเทศเหล่านี้ ก็ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการบินผ่านน่านฟ้าระหว่างกัน ในขณะที่เครื่องบินของไทยบินผ่านน่านฟ้าของประเทศเหล่านี้ก็ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมบินผ่านน่านฟ้า ทำให้ส่งผลเสียในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันค่าบริการ ที่ไม่สามารถลดต่ำลงได้เหมือนประเทศเหล่านี้ ซึ่งจะต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
“เราคิดว่าเราใหญ่ ทำอะไรไม่ได้คิด คนเล็กๆใน4ประเทศไม่เอาเราก็แย่เหมือนกัน มันมีวิธีแก้ ก็คือ การยอมถอย ซึ่งเป็นวิธีจะฟื้นได้เร็วที่สุด ประเทศไทยโชคดีตรงที่เราอยู่ได้ เพราะการเกษตรดีขึ้นเท่านั้นเอง เนื่องจากโดนมรสุมภัยพิบัติทางธรรมชาติน้อยต่างจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ที่โดนมาตลอด”
ที่บอกว่าเขาไม่ชอบเรา ก็ดูได้จากประเทศลาวที่ไม่ต้องการรับความช่วยเหลือจากไทย เพราะไทยชอบมองลาวเป็นลูกน้องทำแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง การคบหากันต้องนอบน้อมถ่อมตน เมื่อนั้นเขาจะยกให้เราเป็นพี่เอง ไม่ใช่ว่าวางตัวสูงกว่าเขา
การแก้ปัญาหาในเรื่องนี้ ความจริงไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก แค่ยกนิ้วมือไหว้รอบทิศ ลดศักดิ์ศรีลงก็จบหากแก้ไขปัญหานี้ได้ ไทยก็จะดีขึ้นมาเอง เพราะจุดยุทธศาสตร์ของไทยดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ หรือทางเรือ แต่ปัญหาตอนนี้คือ เรายกมือไหว้คนไม่เป็น คิดว่าตัวเองใหญ่ และเก่งเกินไป
- มองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาอย่างไร
รัฐบาลควรอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรให้มากนัก ปล่อยให้เป็นกลไกของภาคเอกชนดำเนินการเอง จะส่งผลดีกว่า ยิ่งรัฐบาลเข้าไปก็ยิ่งเพิ่มปัญหา ปัญหาของเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ใช่เรื่องกู้เงินมาเยอะ แต่อยู่ที่กู้แล้วจะเอากลับคืนมาได้อย่างไร รัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินมาแจก แต่เงินที่แจกไปไม่รู้ว่าจะหาคืนมาได้เมื่อไหร่
แต่ต่อไปนี้การแจกเงินคงลำบากไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้หรือชุดไหน เพราะเงินไม่มีแล้ว ถ้าหยุดปัญหาให้ได้ในตอนนี้คือ ไม่เอาทั้งฝ่ายค้านหรือรัฐบาลแต่เอาฝ่ายที่เป็นกลางขึ้นมาแล้วไปคุยกับเพื่อนบ้านก็จะดีขึ้น
ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหยุดให้ทุกอย่างสงบซัก 2 ปี ปล่อยกลไกต่างๆเดินไปตามทางของมันเอง นอกจากนี้ การที่รัฐบาลไม่ทำอะไรจะทำให้เงินของประเทศเหลือประมาณ 30% ด้วยซ้ำ ปัญหากับเพื่อนบ้านก็จะดีขึ้น
- ประเมินผลงานรัฐบาล 1 ปี อย่างไร
สำหรับผม รัฐบาลสอบตก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง รัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาการท่องเที่ยวเลย ทั้งๆที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทำรายได้หลักให้ประเทศ รองจากการส่งออก ดูแค่การตั้งผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ปล่อยไว้เป็นปี ไม่มีผู้ว่าการททท.จนทำให้คนดีๆอยู่ไม่ไหว(หมายถึงนายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ที่ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการททท.)
ส่วนที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นนั้นก็คงฟื้นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้น ไม่ใช่รัฐบาลแถมภาคเกษตรก็ดีด้วยตนเอง ราคาสินค้าเกษตรที่สูงทำให้ประเทศยังพอไปได้ แต่คงจะดีกว่านี้ ด้วยการรวมการทำงานของกระทรวงหาเงินเข้าด้วยกัน กล่าวคือ กระทรงวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม จะได้ทำให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ขัดแย้งกัน แล้วควรช่วยกันหาทางขายสินค้าเกษตรของไทยแบบผูกสัญญาระยะยาว เพื่อให้มีรายได้ชัดเจนและแน่นอนเกษตรกรจะได้ไม่ลำบาก
- มีข้อแนะนำด้านนโยบายการท่องเที่ยวอย่างไร
อยากให้รัฐบาลและททท.สนใจมากกว่านี้และประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การผลักดันแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น
ขณะนี้รัฐบาลและททท.ไม่สนใจสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังมาแรงและมีแนวโน้มสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาพยาบาลในเมืองไทย ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออกปี 2551 ที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาประมาณ 1.5 ล้านคน ไม่นับรวมคนติดตามจะที่จะเข้ามาด้วยประมาณ 1-2คนขึ้นไปหากประเมินว่าคนที่เข้ามารักษาพยาบาลคนหนึ่งใช้เงินประมาณ 1 แสนบาท และผู้ติดตามใช้เงินประมาณ 1 หมื่นบาทต่อการเดินทางมา 1 ครั้ง ก็จะมีรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐไม่ได้เอาจริงกับเรื่องนี้ทั้งที่สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล!!
…………………..
TDRI เอ็กซเรย์1ปี
December 25, 2009
TDRI เอ็กซเรย์1ปี “รัฐบาลอภิสิทธิ์” “สอบตก”ให้โอกาส”สอบซ่อม”
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552
* หมายเหตุ : ในช่วงที่ผ่านมา โพลหลายสำนักเผยแพร่ผลสำรวจผลงานรัฐบาลในช่วง 1 ปี ออกมาอย่างหลากหลาย บางแห่งก็มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว จนกระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดแถลงผลงานรัฐบาลต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ล่าสุด “มติชน” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นิพนธ์ พัวพงศกร” ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)
เพื่อประเมินผลงานรัฐบาล และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะต่อไป
- มองภาพการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอย่างไรบ้าง
หลายนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควรหรือได้ผลน้อยมาก แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก พบปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า งบฯบางก้อนเบิกมาแล้วใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เช่น เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท รวมถึงมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ ทั้งในส่วนค่าน้ำค่าไฟ คนที่เดือดร้อนจริงกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ รูปแบบโครงการเหล่านี้ โดยหลักการดีแต่พอนำมาปฏิบัติจริงไม่ค่อยดี แต่จะไปโทษรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะเข้าใจว่าคงไม่มีข้อมูลที่แท้จริงเพียงพอ
ตัวอย่าง นโยบายเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ในต่างประเทศแนวทางนี้อาจจะทำได้ดี แต่พอมาทำในเมืองไทย เรากลับเอาเงินไปแจกคนที่มีงานทำ ไม่ให้คนจนที่มีความเดือดร้อนที่จะนำเงินไปใช้ต่อทันที ไม่เอาไปเก็บไว้ หรือกรณีช่วยค่าครองชีพในมาตรการน้ำ-ไฟฟรี ผมคิดว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะคนที่ได้รับการช่วยเหลือก็ไม่ตรงจุดเชื่อไหมว่าบางคนได้รับความช่วยเหลือเรื่องนี้ ยังไม่รู้ตัวเลยว่าได้ ขณะที่ผู้พักอาศัยที่อยู่ตามหอพัก ยังถูกเรียกเก็บค่าน้ำค่ำไฟแพงอยู่เหมือนเดิม
- จะแนะนำการทำงานของรัฐบาลอย่างไร
คงไปพูดอะไรไม่ได้มาก นอกจากจะบอกว่าต้องนำสิ่งที่ทำไปแล้วไม่เกิดผลมาเป็นบทเรียนเช่น แผนกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบโดยเร็ว มีการจัดทำงบฯเพิ่มเติมกลางปี ใช้เงิน 1.67 แสนล้านบาท เอาไปทำโครงการจำนวนมาก แต่เนื้องานที่จะออกมาต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และมีรายละเอียดมาก เช่น โครงการฝึกอบรมต้นกล้าอาชีพ ที่ผู้สมัครจะต้องผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ รอการประกาศผลอีก มันช้ามาก พูดได้ว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หมดแล้ว
วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะได้ผลเร็ว ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงการที่จะใช้ด้วย ซึ่งโครงการที่เหมาะสมที่สุดทำได้ทันทีในช่วงนั้น ได้แก่ งบฯซ่อมถนน และโรงเรียน ลุยไปก่อนได้เลย ทำใปแล้วจะเกิดผลทันที หรือเมื่อช่วงต้นปี 2552 เราบอกว่ากังวลเรื่องการว่างงาน โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาจบใหม่จะไม่มีงานทำเคยมีข้อเสนอของนักวิชาการว่า รัฐบาลน่าจะเอาเงินไปจ้างบัณฑิตจบใหม่มาพิมพ์งานวิชาการ หรือหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ขึ้นเว็บไซต์ราชการ ซึ่งมีข้อดีอยู่ที่เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องการว่างงานส่วนนี้ แถมยังจะได้อี-ไลเบอรี่(ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์) ด้วย แต่เข้าใจว่ารัฐบาลคงมองไม่เห็นทางแก้ไขปัญหาแบบนี้
นอกจากนี้ ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ก็หนีไม่พ้นการทำงานของหน่วยงานราชการมีความล่าช้ามาก เพราะแทนที่จะทำงานสนองนโยบายแก้ไขปัญหาประเทศ กลับมุ่งทำงานสนองนักการเมือง แถมขั้นตอนการดำเนินงานโครงการหลายตัวยังมีปัญหาไม่ชอบมาพากลอีก เช่น โครงการชุมชนพอเพียง หรือโครงการจัดซื้อเครื่องมือของกระทรวงสาธารณสุข งานมันก็ไม่เดินหน้าเท่าที่ควร
- รัฐบาลดูเหมือนจะหวังกับแผนไทยเข้มแข็งจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
จะช่วยได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับการมองผลตอบแทนจากโครงการที่จะลงทุนไป ว่าจะได้อะไรตอบกลับมา ไม่อยากให้มองเพียงแค่เรื่องว่ จะช่วยสร้างงานได้เป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ เพียงอย่างเดียว ต้องมองถึงผลประโยชน์ด้านอื่นด้วยโครงการอะไรที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำ และมีการรั่วไหลมาก อย่าไปทำ เข้าใจว่านายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะเข้ามาดูงานเศรษฐกิจ น่าจะกำลังมองเรื่องนี้อยู่
- มองปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้าหน้าอย่างไร
เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจยังมีปัญหาเรื่องความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะในต่างประเทศ เพราะเวลานี้ที่พยายามพูดกันว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว มันอาจจะยังไม่ถูกต้องนัก เพราะสภาพที่แท้จริงมันเป็นลักษณะการฟื้นแบบฟื้นช้าๆ และโตช้าๆ เพราะสหรัฐยังมีปัญหาหนี้สินค่อนข้างเยอะ ทั้งสถาบันการเงิน ตัวเลขการว่างงานก็ยังสูงอยู่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องตระหนักให้ดี รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนนำหน้าเอกชนอยู่ อัตราตอบแทนต้องเกิดผลสูงสุด เพื่อที่จะให้ชี้นำให้เอกชนลงทุนตามได้ถูกต้องกับแนวทางที่รัฐบาลตั้งไว้
ปัจจัยด้านการเมืองยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของการบริหารประเทศในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมคลี่คลาย อย่าปล่อยให้ยืดเยื้อ แต่ขณะนี้ผมยังมองไม่เห็นว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางไหน
- คิดว่าประชาชนยังเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลหรือไม่
คำตอบทั้งหมดอยู่ที่การทำงานของรัฐบาลเองว่าจะออกมาอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดคิดว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องยกเครื่องการดำเนินงานใหม่ โดยเฉพาะการมองปัญหาให้เข้าใจ และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและโครงการที่ออกมาจะเน้นเรื่องการหาเสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับด้วย
ที่สำคัญรัฐบาลต้องรับฟังข้อมูลให้รอบด้านโดยเฉพาะข้อมูลจากภาคประชาชน เพราะเท่าที่เห็นทุกวันนี้ ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลจะคุยอยู่กับแค่สภาพอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทยเท่านั้น การเดินทางลงพื้นที่ของนายกฯ เพื่อไปรับฟังปัญหาจากประชาชนจริงๆ จึงมีไม่ค่อยมาก และทำกันเป็นแค่พิธีเท่านั้น
- ถ้าจะให้คะแนนรัฐบาลชุดนี้ จะให้อย่างไร
ผมคงไปให้คะแนนอะไรไม่ได้ แต่บอกได้แค่ว่าถ้าบ้านเมืองเราขณะนี้ไม่มีปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น ผมคิดว่าการทำงานของรัฐบาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมถือว่าสอบตก แต่ก็ยังไม่สายที่จะปรับตัวหรือสอบซ่อม โดยเฉพาะการบริหารงานที่จะต้องยกเครื่องกันใหม่
“เท่าที่ติดตามการทำงานที่ผ่านมา ทั้งหมดคิดว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องยกเครื่องการดำเนินงานใหม่”
…………………………..
ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
December 24, 2009
ฝากถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552
ผมได้เห็นสำเนาหนังสือกระทรวงการต่างประเทศลับมาก ด่วนที่สุด ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศส่งถึง นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เรื่อง แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552
หลังจากสื่อมวลชนเผยแพร่รายละเอียดของหนังสือ ดังกล่าว ทั้งนายกรัฐมนตรี นายกษิต โฆษกรัฐบาลนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ต่างดาหน้าออกมาด่าทอนายจตุพรว่าทำจารกรรม เป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก พร้อมขู่จะดำเนินคดี ในขณะที่นายจตุพรก็ท้าทายให้แจ้งความดำเนินคดีมาเลย ยืนยันไม่ได้ทำอะไรที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แถมจะเปิดเผยเอกสารแนบท้ายอีกชุดหนึ่งในวันที่ 23 ธันวาคม
ผมอ่านแล้ว มีความเห็นว่า ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะเป็นหน่วยต้นเรื่องที่ระบุไว้ตอนท้ายหนังสือก่อนจะส่งให้นายกษิตลงนาม ไม่ควรประทับตรา “ลับมาก” ว่าไปแล้วไม่ควรจะทำหนังสือราชการในลักษณะนี้ออกมาด้วยซ้ำ เพราะเนื้อหาในหนังสือราชการฉบับนี้เป็นปัญหาขัดแย้งทางการเมืองล้วนๆ เมื่อไปกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ก็สุ่มเสี่ยงต่อการนำประเทศชาติไปสู่ความเสียหายที่อาจถึงขั้นตัดสัมพันธ์ทางการทูตหรือทำสงครามด้วยกำลังทหาร ซึ่งไม่ใช่วิสัยของหน่วยราชการแค่ระดับกองจะลงไปทำเรื่องใหญ่ๆ และสำคัญเช่นนี้ ควรจะปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เขาว่ากันไป เพราะดีไม่ดีอาจนำความเดือดร้อนมาสู่กองเอเชียตะวันออก 2 เหมือนกับที่นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย ประสบมาแล้วในกรณีเป็นต้นเหตุให้นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ถูกติดคุกติดตะรางในกัมพูชาถึง 32 วัน
ขอยกเนื้อหาบางส่วนมาแสดงพอสังเขป ดังนี้ ก่อนที่ผมจะแสดงความเห็น
ในส่วนของข้อ 1 ว่าด้วยการวิเคราะห์ท่าทีของฝ่ายกัมพูชา ข้อ 1.1 ระบุว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ภัยหลัก” มุ่งคุกคามความอยู่รอดของรัฐบาล โดยใช้ยุทธศาสตร์มุ่งให้เกิดสถานการณ์ที่เสื่อมทรามลง (deterioration) โดยอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ 2 ด้าน คือ ความร่วมมือจากกัมพูชาและการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่มุ่งหวังจะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย จนประเทศไทยตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจรัฐและโค่นล้มรัฐบาล…”
ตามมาด้วยข้อ 2 แนวทางการดำเนินการ โดยเฉพาะใน ข้อ 2.3 “สร้างความเป็นเอกภาพในประเทศไทยรวมถึงรัฐบาลไทยเอง เพื่อมุ่งเป้าให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประจักษ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีโอกาสได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง..” และข้อ 3 จุดหมายปลายทาง ระบุว่า “..เนื่องจากต้นเหตุของปัญหามาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล การจัดการกับปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหาด้วยการ (1) ขจัดภัยคุกคามหลัก และ (2) แยกหรือทอนความร่วมมือระหว่าง
พ.ต.ท.ทักษิณกับนายกรัฐมนตรี…”
ทั้งหมดในหนังสือนี้ เป็นเรื่องการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงที่ขัดแย้งและต่อสู้เพื่อการหักโค่นอำนาจกันอยู่ซึ่งดำเนินมาด้วย 3-4 ปี เต็ม และมีแนวโน้มจะนำไปสู่การจลาจลนองเลือดถึงขั้นเกิด “สงครามกลางเมือง” รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะอยู่รอดหรือจะล้มคว่ำไปก็ไม่ควรที่หน่วยงานระดับกองและกรมเอเชียตะวันออกจะกระโดดลงไปร่วมวงไพบูลย์กับปัญหาทางการเมืองด้วยการเลือกอยู่ข้างนายกษิตและพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 และอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกแน่ใจได้อย่างไรว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาลและนายกษิตได้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีก ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล ข้าราชการประจำทั้ง 2 คนนี้จะวางตัวอย่างไร หรือว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ “นาย” พอใจเหมือนกับที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้
แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับข้อเสนอแนะที่เกินอำนาจหน้าที่ของราชการประจำในกระทรวงการต่างประเทศจะพึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการ “เวลา” ให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไทยที่สุด โดยเร่งการพิจารณาคดีต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังคั่งค้างอยู่ (ข้อ 2.4) หรือการเสนอให้ใช้การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและบอกเลิกการติดต่อทุกด้าน รวมถึงใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณดำเนินกิจกรรมเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกัมพูชา (ข้อ 3.3) ควรปล่อยให้เป็นเรื่องที่นายกษิตจะทำจดหมายส่วนตัวส่งถึงนายอภิสิทธิ์หรือแอบไปนั่งวิเคราะห์ปรึกษาหารือกันอย่างลับๆ กัน 2 คนว่า จะใช้มาตรการตอบโต้ทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างไร
กรณีที่ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศขู่จะดำเนินคดีกับนายจตุพรโดยใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 123 และ 124 ในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรมาเล่นงาน ฐานนำข้อความ เอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศไปเปิดเผยนั้นก็ขอให้ระมัดระวังและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน รอบคอบ ว่าผลได้กับผลเสีย อะไรจะมากกว่ากัน
นอกเหนือไปจากข้อโต้แย้งยังว่าเนื้อหาในหนังสือราชการไม่ได้ “ลับมาก” ซึ่งต้องตอบกันนาน แถมยังเป็นการกระทำที่เกินเลยไปจากอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำที่เสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดกับกระทรวงการต่างประเทศ ยังอาจเกิดความเดือดร้อนกับข้าราชการที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องการเมือง เช่นแกนนำคนเสื้อแดงนำไปปราศรัยโจมตีบนเวทีชุมนุม พรรคฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ฯลฯ ขณะเดียวหากใช้ประมวลกฎหมายอาญาทั้ง 2 มาตราก็ยากที่จะละเว้นการตั้งข้อหากับสื่อมวลชนที่นำข้อความและเอกสารมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย
แน่นอนว่า สื่อมวลชนต้องต่อสู้ทางคดีหากตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ด้วยวิชาชีพที่มีหน้าที่ในการเสนอข่าวสาร ข้อเท็จจริงเพื่อการรับรู้ของประชาชนและเพื่อปกป้องประเทศชาติมิให้ถลำไปสู่ความหายนะจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลสื่อมวลชนก็ต้องต่อสู้ตามวิถีทางต่อไปอย่างไม่ย่อท้อเหมือนกับที่เคยกระทำมาในอดีต
ก่อนที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปมากกว่านี้ และก่อนจะทำหนังสือราชการแล้วประทับตรา ลับ ลับมาก ลับที่สุด พร้อมข้อเสนอแนะอะไรต่ออะไรโดยมุ่งปกป้องช่วยเหลือให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์อยู่รอดซึ่งเป็นคนละส่วนกับความปลอดภัยประเทศชาติซึ่งมีคนไทย 60 กว่าล้านคน เป็นเจ้าของ ควรจะนั่งวิเคราะห์ว่าจริงหรือเปล่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องกำจัดถ้าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงมองว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอภิสิทธิ์ นายกษิต เป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องกำจัดเช่นกัน ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศจะทำอย่างไร ต้องเลือกข้างด้วยหรือไม่
อีกประการหนึ่ง ในนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ข้อ 7 ระบุว่า พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติและทุกระดับและส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน สิ่งที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศกำลังปฏิบัติอยู่สวนทางกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่และเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยจริงหรือ (ขอย้ำว่าความอยู่รอดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับความมั่นคงของประเทศชาติเป็นคนละเรื่องกัน อย่านำมาผสมปนเปกันเป็นอันขาด)
………………..
องค์กรเทวดาอิสระ
December 24, 2009
องค์กรเทวดาอิสระ
โดย : สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คัดลอกจากคอลัมน์ “กฎหมายการเมือง”
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552
คำวินิจฉัยของ กกต. ในคดีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างความงงงวยให้แก่ผู้เขียนอีกครั้งหนึ่งถึงมาตรฐานในการปฏิบัติงานขององค์กรนี้
โดยกรรมการ กกต. ได้มีความเห็นว่าให้ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ และประธานก็ได้รับมอบอำนาจดังกล่าวมาวินิจฉัยโดยไม่มีข้อโต้แย้งแม้แต่น้อย
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าการตัดสินใจของประธาน กกต. จะเป็นไปในทิศทางใด (ซึ่งอันที่จริงก็สามารถคาดเดาได้โดยไม่ยากอยู่แล้ว) หากมีอยู่ว่าอำนาจในการวินิจฉัยในประเด็นกรณียุบพรรคที่เกิดขึ้นเป็นอำนาจของใคร ระหว่างคณะกรรมการ กกต. หรือเป็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง
หากอำนาจในการตัดสินใจนี้เป็นของคณะกรรมการ กกต. ก็จะต้องมีการตัดสินใจในนามขององค์กรเกิดขึ้นว่าจะดำเนินเช่นไร และด้วยเหตุผลอย่างไร ทาง กกต. ไม่สามารถจะมีมติมอบอำนาจให้กับบุคคลหนึ่งบุคคลใดไปทำหน้าที่ตัดสินใจได้ หากการให้อำนาจนี้เป็นของ กกต. ก็ย่อมหมายความว่า ต้องการให้องค์กรนี้ทำงานในลักษณะของกลุ่มบุคคล ไม่ใช่ให้อำนาจกับใครคนใดคนหนึ่ง บนความคาดหวังว่าเพื่อให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นในหมู่ผู้ดำรงตำแหน่งด้วยกัน
การมีมติในลักษณะให้เพียงบุคคลหนึ่งตัดสินใจแทนองค์กรย่อมเป็นสิ่งที่ขัดกับเจตนารมณ์ของการจัดตั้งองค์กรในลักษณะกลุ่มอย่างแน่นอน
ถ้าการให้อำนาจเช่นนี้ สามารถกระทำได้และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องมี กกต. ในลักษณะขององค์กรกลุ่มอีกต่อไป เหลือแค่ประธาน กกต. ทำหน้าที่เพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว เมื่อมีข้อร้องเรียนใดๆ ก็ให้ประธานตัดสินใจซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบด้วย ดังนั้น กรรมการคนอื่นๆ ซึ่งกินเงินเดือนละแสนกว่าบาทก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ
หรือในอีกแง่หนึ่ง หากการวินิจฉัยกรณียุบพรรคการเมืองเป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว ถ้าเช่นนั้น ทางคณะกรรมการ กกต. ก็ไม่มีอำนาจใดที่จะมาตัดสินแทน หรือแม้กระทั่งการมีมติมอบหมายก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อสรุปของ กกต. ในกรณีนี้จึงไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นได้ในเชิงเหตุผลทางกฎหมายแต่อย่างใด
การปฏิบัติงานของ กกต. เป็นตัวอย่างหนึ่งในท่ามกลางองค์กรอิสระที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะพบเห็นได้ว่าถูกตั้งคำถามหรือข้อสงสัยต่อมาตรฐานหรือความคงเส้นคงวาขององค์กรเหล่านี้ เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การปฏิบัติงานขององค์กรอิสระจำนวนมากไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ตรงกันข้ามกับมีจุดยืนทางการเมืองเข้ามากำกับแนวทางการปฏิบัติงานอยู่ด้วย
ความคลางแคลงใจนี้ ปรากฏทั้งในแง่กระบวนการและบรรทัดฐานในการวินิจฉัยที่ไม่สม่ำเสมอ อาทิเช่น คดีหรือข้อร้องเรียนที่มีอยู่กับบางองค์กร สำหรับฝ่ายหนึ่งได้รับการพิจารณาและไต่สวนอย่างรวดเร็ว ขณะที่หากเป็นข้อร้องเรียนที่มีมาจากอีกฝ่ายกลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า หรือในกรณีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน แต่ผลของการตัดสินกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม
การตัดสินคดีข้อพิพาทที่รับฟังคำแถลงปิดคดีเสร็จเพียงสองชั่วโมงแล้ว สามารถมีคำตัดสินยาว 30 หน้าออกมาได้ จะให้เข้าใจเป็นอื่นได้อย่างไรนอกจากมีการเขียนไว้ล่วงหน้าก่อนได้ฟังคำแถลงปิดคดีทั้งหมดแล้ว
หรือแม้กระทั่งการตั้งข้อสงสัยต่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระว่าอาจไม่อยู่ในฐานะที่ปฏิบัติงานได้อย่างชอบธรรม ก็ล้วนแต่เป็นคำถามที่สั่นคลอนต่อความชอบธรรมในการทำงานขององค์กรอิสระทั้งสิ้น
แต่ทั้งหมดแทบไม่เคยมีคำชี้แจงอย่างชัดเจนออกมาจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในองค์กรเหล่านี้
การมีอภิสิทธิ์โดยไม่ต้องตอบคำถามขององค์กรอิสระ คือ ปัญหาสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้การปฏิบัติงานขององค์กรเหล่านี้ พร้อมที่จะเป๋ไปเป๋มาตามอำเภอใจ
แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้มีกระบวนการในการควบคุมตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระเหล่านี้ แต่ด้วยการซ้อนทับและเกี่ยวดองกันทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่สามารถปรากฏขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ อาทิเช่น ประธานของบางองค์กรมีบทบาทในการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็น ส.ว. สรรหา และเมื่อต้องการถอดถอนบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ก็ต้องไปผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาที่ตนเองมีส่วนในการคัดเลือกมา ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการลูบหน้าปะจมูกมิใช่หรือ
เมื่อการควบคุมองค์กรอิสระไม่สามารถเกิดขึ้นในความเป็นจริง องค์กรต่างๆ เหล่านี้ จึงพ้นไปจากความรับผิดชอบใดอย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องแปลกใจว่าเพราะเหตุใดองค์กรอิสระจึงไม่ได้รับการยอมรับในสังคมไทยมากนัก นอกจากในหมู่ผู้มีจุดยืนการเมืองร่วมกัน
องค์กรอิสระถือกำเนิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย บนความคาดหวังว่าจะเป็นกลไกที่สามารถสร้างความชอบธรรมในการตรวจสอบนักการเมือง หรือกิจกรรมต่างๆ ให้มีความโปร่งใส เป็นธรรมและควรได้รับการยอมรับจากส่วนใหญ่ในสังคม แต่บัดนี้องค์กรอิสระกลับกลายเป็นองค์กรทางการเมือง ซึ่งมิได้ทำหน้าที่ตามความคาดหมายดังที่เคยเป็นมา
ทางเลือกที่อาจต้องขบคิดกันให้มากขึ้นก็คือว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรอิสระสามารถถูกควบคุมจากสังคมได้เช่นเดียวกัน ต้องไม่มีองค์กรทางการเมืองใดที่ปราศจากความรับผิดต่อประชาชนในระบอบเสรีประชาธิปไตย
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ต้องไม่มีองค์กรอิสระลอยไปลอยมาแบบเทวดาด้วยภาษีของประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมแม้แต่น้อย
………………….
Radio